Skip to content

ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Languages )

2010 August 18
Posted by meaw8b10

 

น.ส.สิรินทรา ตันติวุฒิไกร

ITM0433  ID : 5307917

ITM 640 Internet and Communication Technologies

ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Languages )

บทนำ

                คอมพิวเตอร์นั้นอาจเปรียบได้ว่ามนุษย์ต่างดาวที่เป็นทาสของมนุษย์โลกอาจ “สั่ง” ให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรให้ก็ได้ภายในพิสัยขอบเขตความสามารถของมัน แต่การสั่งนั้นจะต้องอาศัย “ภาษา” ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจความหมาย จะใช้ภาษาธรรมดาๆ อย่างที่พูดกันไปสั่งคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้ในขณะนี้ แต่ในอนาคตอาจจะสั่งได้  ภาษาคอมพิวเตอร์นั้นมีมากมายหลายร้อยภาษา บางภาษาเป็นภาษาใหญ่มีผู้ใช้ทั่วโลกมากมากหลายร้อยคน บางภาษาก็คิดขึ้นสำหรับใช้ในวงจำกัดมีผู้ใช้ไม่กี่คน และบางภาษาก็เป็นภาษาที่แตกแขนงออกมาจากภาษาอื่นๆ
ภาษาที่นิยมใช้กันทั่วไปเวลานี้มีด้วยกันหลายภาษา และยังมีสอนตามสถาบันการศึกษาต่างๆอยู่หากต้องการจะให้คอมพิวเตอร์ทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ จะสามารถสั่งคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้ชุดของคำสั่งที่มีขั้นตอน เรียกว่าโปรแกรม ในโลกที่อยู่กันทุกวันนี้ ภาษาเป็นระบบหนึ่งของการติดต่อสื่อสารใช้ภาษาเป็นการถ่ายทอดความต้องการของฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับทราบฉันใด เมื่อจะใช้คอมพิวเตอร์ทำงานก็จะต้องสื่อสารให้คอมพิวเตอร์รู้โดยใช้ภาษาที่คอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ฉันนั้น ภาษาดังกล่าวนี้เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer language) หรือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม (Programming language) ภาษาคอมพิวเตอร์หรือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมนั้น จะมีลักษณะเช่นเดียวกับภาษาทุกภาษาในโลก ที่ต้องมีตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์บางตัว คำศัพท์ (Vocabularies)และไวยากรณ์ (Syntax) ของภาษา ภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มากมายหลายภาษานั้นแต่ละภาษาต่างกำหนดคำศัพท์ของตนขึ้น เช่น ภาษาโคบอล กำหนดคำว่า ADD ให้แปลว่าบวก แต่ในภาษาฟอร์แทรนไม่มีคำนี้ ฉะนั้นถ้ากำลังใช้ภาษาฟอร์แทรนสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ แล้วใช้ศัพท์คำว่า ADD คอมพิวเตอร์ก็จะไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับที่นำศัพท์ภาษาไทยไปพูดกับฝรั่ง ฝรั่งที่ไม่รู้จักศัพท์ภาษาไทยก็จะไม่มีวันเข้าใจได้

ความหมาย คำจำกัดความ และคำนิยาม

            ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง ภาษาใดๆที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้ คำนี้มักใช้เรียกแทนภาษาโปรแกรม แต่ความเป็นจริงภาษาโปรแกรมคือส่วนหนึ่งของภาษาคอมพิวเตอร์เท่านั้น และมีภาษาอื่นๆ ที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น HTML เป็นทั้งภาษามาร์กอัปและภาษาคอมพิวเตอร์ด้วย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ภาษาโปรแกรม หรือภาษาเครื่องนั้นก็นับเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยทางเทคนิคสามารถใช้ในการเขียนโปรแกรมได้ แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นภาษาโปรแกรม

ลักษณะของภาษาคอมพิวเตอร์ มีคำสั่งต่อไปนี้
1. คำสั่งรับข้อมูลและแสดงผล คำสั่งประเภทนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีใช้ในภาษา กับทั้งยังต้องแจกแจงละเอียดต่อไปด้วยว่า รับผ่านอุปกรณ์ใด และแสดงผลทางอุปกรณ์ใด
2. คำสั่งคำนวณ โปรแกรมหรือคำสั่งที่เขียนจะหนีไม่พ้นคำสั่งที่สั่งให้ประมวลผลประเภท บวก ลบ คูณ หาร
3. คำสั่งที่มีการเลือกทิศทาง หมายถึง สั่งให้มีการเปรียบเทียบ เช่น ถ้ามากกว่าให้ทำอย่างหนึ่ง ถ้าเท่ากันให้ทำอย่างหนึ่ง หรือน้อยกว่าให้ทำอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้น นอกจากนั้นอาจมีคำสั่งประเภทให้ทำงานเป็นวงซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะมีการเปรียบเทียบค่า ซึ่งถ้าเป็นเท่านั้นเท่านี้ หรือมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ให้หยุดได้
 4. คำสั่งให้นำโปรแกรมหรือข้อมูลออกมาจาก และ/หรือส่งเข้าไปเก็บในสื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเรียกมาใช้ใหม่ได้

ชนิดของภาษาคอมพิวเตอร์

                ภาษาคอมพิวเตอร์เริ่มมาจากในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยงานของรัฐบาลที่ต้องการทำงานบางอย่าง นอกจากนี้ บางภาษาเกิดขึ้นเพราะความต้องการด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้มีภาษาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

                จากการที่มีภาษาจำนวนมากมายนั้น ทำให้ต้องกำหนดระดับของภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการแบ่งประเภทของภาษาเหล่านั้น การกำหนดว่าเป็นภาษาระดับต่ำหนือภาษาระดับสูง จะขึ้นอยู่กับภาษานั้นใกล้เคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (ใกล้เคียงกับรหัส 0 และ 1 เรียกว่า ภาษาระดับต่ำ) หรือว่าใกล้เคียงกับภาษาที่มนุษย์ใช้ (ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ เรียกว่า ภาษาระดับสูง) ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ

1. ภาษาระดับต่ำ (low level) ภาษาที่อิงกับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ใดสถาปัตยกรรมหนึ่ง ซึ่งไมโครโพรเซสเซอร์แต่ละรุ่น หรือ แต่ละตระกูลก็มักมีภาษาระดับต่ำที่แตกต่างกัน และโดยปกติแล้ว หนึ่งคำสั่งในภาษาระดับต่ำ จะหมายถึงการสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำงานหนึ่งอย่าง (1 instruction = 1 operation) ภาษาระดับต่ำ มี 2 ภาษา คือ
                – ภาษาเครื่อง ก่อนปีค.ศ. 1952 มีภาษาคอมพิวเตอร์เพียงภาษาเดียวเท่านั้นคือ ภาษาเครื่อง (Machine      Language) ซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำที่สุดเป็นภาษาที่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์แต่ละระบบ โดยเขียนอยู่ในรูปของรหัสของระบบเลขฐานสอง ประกอบด้วยเลข 0 และเลข 1 ที่นำมาเขียนเรียงติดต่อกัน ประโยคคำสั่งของภาษาเครื่องจะประกอบด้วยส่วนที่ระบุให้คอมพิวเตอร์ทำงานอะไร เช่น สั่งให้ทำการบวกเลข สั่งให้ทำการเคลื่อนย้ายข้อมูล เป็นต้น และอีกส่วนเพื่อบอกแหล่งข้อมูลที่จะนำมาทำงานตามที่ระบุในตอนแรก
                การเขียนโปรแกรม หรือชุดคำสั่งด้วยภาษาเครื่อง นับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่สะดวกและเสียเวลา เพราะผู้ใช้จะต้องทราบรหัสแทนการทำงานต่าง ๆ และต้องรู้ขั้นตอนการทำงานภายในของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเอียด ถ้าใช้คำสั่งไม่ถูกต้องเกิดการผิดพลาด โอกาสที่จะเข้าไปทำการแก้ไขก็ทำได้ยากและเสียเวลามาก มนุษย์จึงพยายามคิดภาษาให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น ด้วยการสร้างภาษาระดับต่ำในเวลาต่อมา

                - ภาษาแอสเซมบลี
                ต่อมาในปีค.ศ. 1952 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมภาษาระดับต่ำตัวใหม่ ชื่อภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ลักษณะของภาษานี้จะเป็นการใช้ตัวอักษรมาเรียงกันเป็นคำ แทนเลขฐานสอง โดยคำที่กำหนดขึ้นจะมีความหมายที่สามารถเข้าใจและจำได้ง่าย เช่น จะใช้คำสั่ง ADD แทนการบวก คำสั่ง SUB แทนการลบ เป็นต้น ขณะดียวกัน ส่วนที่ใช้บอกแหล่งข้อมูลก็จะแทนด้วยชุดของตัวอักษรที่เรียกว่าตัวแปร เช่น คำสั่ง ADD A,B จะหมายถึงให้นำข้อมูลที่ตำแหน่ง A และตำแหน่ง B มาบวกรวมกัน แล้วนำผลลัพธ์ไปเก็บที่ตำแหน่ง a เป็นต้น
                เนื่องจากลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์จะรับรู้ หรือทำงานด้วยภาษาเครื่องที่เป็นเลขฐานสองเท่านั้น การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาแอสแซมบลี จะต้องผ่านกระบวนการแปลเสียก่อน โดยแปลภาษาแอสแซมบลี ตัวแปลภาษาแอสแซมบลีนี้เรียกว่า แอสแซมเบลอร์ (assembler)
——–การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาแอสแซมบลี ถึงแม้ว่าจะง่ายและเสียเวลาน้อยกว่าการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาเครื่อง แต่มีข้อเสียคือผู้ใช้จะต้องเรียนรู้โครงสร้างของระบบเครื่องนั้นอย่างละเอียด เพราะภาษาแอสแซมบลีเป็นภาษาที่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ จะใช้กับเครื่องระบบนั้น ถ้าใช้เครื่องต่างระบบที่มีตัวประมวลผลต่างกัน จะต้องเรียนรู้โครงสร้างภายในและชุดคำสั่งสำหรับเครื่องนั้นใหม่ทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและไม่สะดวกนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ยุคของการเขียนโปรแกรมแบบใหม่ คือใช้สัญลักษณ์แทนเลข 0 และ 1 ของภาษาเครื่อง ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้จะเป็นคำสั่งสั้น ๆ ที่จะได้ง่าย เรียกว่า นิมอนิกโคด (mnemonic code) เช่น

สัญลักษณ์นิวมอนิกโคด ความหมาย
A
C
MP
STO
การบวก (Add)
การเปรียบเทียบ (Compare)
การคูณ (Muliply)
การเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ (Store)

ตัวอย่างนิวมอนิกโคด

                ถึงแม้ว่านิวมอนิกโคดที่ใช้จะไม่ใช้คำในภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้สามารถจดจำได้ง่ายกว่าสัญลักษณ์เลข 0 และ 1 ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลียังสามารถกำหนดชื่อของที่เก็บข้อมูลในหน่วยความจำเป็นคำในภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นเลขที่ตำแหน่งในหน่วยความจำ เช่น TOTAL , INCOME เป็นต้น แต่ข้อจำกัดของภาษาภาษาแอสเซมบลี คือ จะแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องเช่นเดียวกับภาษาเครื่อง ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีต้องใช้ แอสเซมเบลอ (Assembler) แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ

2. ภาษาระดับสูง (high level) ในปีค.ศ. 1960 ได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้น ภาษาระดับสูงจะใช้คำในภาษาอังกฤษแทนคำสั่งต่าง ๆ รวมทั้งสามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วย ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถใช้เวลามุ่งไปในการศึกษาถึงทางแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่ต้องเป็นกังวลว่าคอมพิวเตอร์จะทำงานอย่างไรอีกต่อไป ภาษาระดับสูงนี้ถือว่าเป็น ภาษายุคที่สาม (third-generation language) ซึ่งทำให้เกิดการประมวลผลข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1970 และมีผู้หันมาใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น โดยสังเกตได้จากเครื่องเมนเฟรมจากจำนวนร้อยเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นเครื่อง อย่างไรก็ตาม ภาษาระดับสูงก็ยังคงต้องการตัวแปลภาษาให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อสั่งให้เครื่องทำงานต่อไป ตัวแปลภาษาที่นิยมใช้งานกันโดยทั่วไปจะเป็นแบบคอมไพเลอร์ ซึ่งแต่ละภาษาก็มีคอมไพเลอร์ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคอมไพเลอร์แต่ละตัวก็จะต่างกันไปบนเครื่องแต่ละชนิดด้วย เช่น ถ้าเขียนโปรแกรมภาษา COBOL บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องเลือกใช้คอมไพเลอร์ภาษา COBOL ที่ทำงานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งภาษาใดบนเครื่องที่ต่างกันอาจจะแตกต่างกันได้ เพราะคอมไพเลอร์ที่ใช้ต่างกันนั่นเอง ภาษาคอมพิวเตอร์บางภาษาได้ถูกออกแบบมาให้ใช้แก้ปัญหางานเฉพาะบางอย่าง เช่น การควบคุมหุ่นยนต์ การสร้างภาพกราฟฟิก เป็นต้น แต่ภาษาคอมพิวเตอร์โดยมากจะมีความยืดหยุ่นให้ใช้งานทั่ว ๆ ไปได้ เช่น ภาษา BASIC ภาษา COBOL หรือภาษา FORTRAN เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีภาษา C ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันโดยถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบายภาษาระดับสูง การพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จึงพยายามให้เป็นภาษาที่สามารถนำไปใช้กับเครื่องต่างระบบกันไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โปรแกรมที่เขียนสั่งงานกับเครื่องระบบหนึ่ง ก็สามารถนำไปใช้หรือดัดแปลงเพียงเล็กน้อยเพื่อสั่งงานกับเครื่องอีกระบบหนึ่งได้ ลักษณะของภาษาจะพยายามให้ใกล้เคียงกับภาษาธรรมชาติมากขึ้น ทำให้เราสามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ภาษาในยุคหลังนี้ เรียกว่า ภาษาระดับสูง
———เมื่อเราเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงแล้ว จะนำไปสั่งงานคอมพิวเตอร์โดยตรงยังไม่ได้ จะต้องผ่านขั้นตอนการแปลภาษาอีก เหมือนกรณีของภาษาแอสเซมบลี ตัวแปลภาษา เพื่อแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง อาจแบ่งได้เป็นสองแบบ คือ อินเทอร์พรีเตอร์ (interpreter) และคอมไพเลอร์ (compiler)
———ลักษณะของการแปลภาษาของอินเตอร์พรีเตอร์จะแปลและสั่งเครื่องให้ทำงานตามคำสั่ง ทันทีทีละคำสั่งจนจบโปรแกรม แต่การแปลภาษาด้วยคอมไพเลอร์จะเป็นการแปลทุกคำสั่งที่อยู่ในโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องเก็บไว้เป็นแฟ้มก่อน การเรียกทำงานจะเป็นการนำแฟ้มภาษาเครื่องมาทำงานทีเดียว ดังนั้นการทำงานด้วยตัวแปลแบบคอมไพเลอร์จึงทำงานได้รวดเร็วและนิยมกันมากในปัจจุบัน เช่น

-                   –ภาษา Fortran

                เป็นภาษาระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท IBM ตั้งแต่ปีค.ศ. 1957 ย่อมาจากคำว่า Formula Translator ซึ่งถือว่าเป็นการกำเนิดของภาษาระดับสูงภาษาแรก นิยมใช้สำหรับงานที่มีการคำนวณมาก ๆ เช่น งานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น

-                   ภาษา Cobol

                เป็นภาษาระดับสูงที่ออกแบบมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 นิยมใช้สำหรับการแก้ปัญหาทางด้านธุรกิจ เช่น การจัดเก็บ เรียกใช้ และประมวลผลทางด้านบัญชี ตลอดจนทำงานด้านการควบคุมสินค้าคงคลัง การรับและจ่ายเงิน เป็นต้น คำสั่งของภาษา Cobol จะคล้ายกับภาษาอังกฤษทำให้สามารถอ่านและเขียนโปรแกรมได้ไม่ยากนัก ในยุคแรก ๆ ภาษา Cobol จะได้รับความนิยมบนเครื่องระดับเมนเฟรม แต่ปัจจุบันนี้จะมีตัวแปลภาษา Cobol ที่ใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ด้วย รวมทั้งมีภาษา Cobol ที่ได้รับการออกแบบตามแนวทางเชิงวัตถุ (Object Oriented) เรียกว่า Visual Cobolซึ่งช่วยให้โปรแกรมสามารถทำได้ง่ายขึ้น และสามารถนำโปรแกรมที่เขียนไว้มาใช้ในการพัฒนางานอื่น ๆ อีก

-                   ภาษา Pascal

                เป็นภาษาระดับสูงที่เอื้ออำนวยให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียนโปรแกรมได้อย่างมีโครงสร้าง และเขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่าภาษาอื่น นิยมใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นภาษาสำหรับการเรียนการสอน และการเขียนโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆภาษาปาสคาลมีตัวแปลภาษาทั้งที่เป็น interpreter และ Compiler โดยจะมีโปรแกรมเทอร์โบปาสคาล (Turbo Pascal) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในวงการศึกษาและธุรกิจ เนื่องจากได้รับการปรับปรุงให้ตัวข้อเสียของภาษาปาสคาลรุ่นแรก ๆ ออก

-                   ภาษา C และ C++

                ภาษา C ถูกพัฒนาขึ้นโดย ในปีค.ศ. 1972 ที่ห้องปฏิบัติการเบลล์ของบริษัท AT&T เป็นภาษาที่ใช้เขียนระบบปฏิบัติการ UNIX ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมคู่กับภาษาซี และมีการใช้งานอยู่ในเครื่องทุกระดับภาษา เป็นภาษาระดับสูงที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาษา จะเป็นภาษาที่รวมเอกข้อดีของภาษาระดับสูงในเรื่องของความยืดหยุ่นและไวยากรณ์ที่ง่ายต่อการเข้าใจ กับข้อดีของภาษาแอสเซมบลีในเรื่องของประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานทำให้โปรแกรมที่พัฒนาด้วยภาษาซีทำงานได้เร็วกว่าโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงอื่น ๆ ในขณะที่การพัฒนาและแก้ไขโปรแกรมสามารถทำได้ง่ายเช่นเดียวกันภาษาระดับสูงทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ภาษา C ยังได้มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปอีก โดยทำการประยุกต์แนวความคิดของการโปรแกรมเชิงวัตถุเข้ามาใช้ในภาษา ทำให้เกิดเป็นภาษาใหม่คือ C++ (++ ในความหมายของภาษาซีคือการเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนั่นเอง) ซึ่งเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมใช้งานพัฒนาโปรแกรมอย่างมาก

-                   ภาษา Basic

                 โปรแกรมและผู้ที่เขียนโปรแกรมเป็นงานอดิเรก นิยมใช้ในการเขียนโปรแกรมสั้น ๆ ภาษา Basic รุ่นแรกใช้ interpreter เป็นตัวแปลภาษา ทำให้เขียนโปรแกรม ทดสอบ และแก้ไขโปรแกรมได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ทำงานได้ช้า ทำให้ผู้ที่เขียนโปรแกรมเชี่ยวชาญแล้วไม่นิยมใช้งาน แต่ปัจจุบันนี้มีภาษา Basic รุ่นใหม่ออกมาซึ่งใช้ conplier เป็นตัวแปลภาษา ทำให้ทำงานได้คล่อ่งตัวขึ้น เช่น Microsoft’s Quick Basic และ Visual Basic เป็นต้น

-                   ภาษาอัลโกร

                เป็นภาษาหนึ่งในการทำ programming ของระบบคอมพิวเตอร์ ย่อมาจากคำว่า Algorithmic Language เป็นภาษาที่ใช้ ในการเขียนโปรแกรม ปัจจุบันนี้ ภาษานี้เกือบจะไม่มีใช้แล้ว เพราะเป็นภาษาที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน แต่ก็ถือกันว่าเป็นต้นตระกูลของ ภาษาปาสกาล (Pascal)

-                   ภาษาพีแอลวัน

                ภาษาพีแอลวัน (PL/I ย่อมาจาก Programming Language I) พัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็ม ราวปี ค.ศ. 1965 เพื่อให้เป็นภาษาใช้งานทั่วไป ทั้งงานธุรกิจและงานวิทยาศาสตร์โดยออกแบบให้นำเอาส่วนดีของภาษาฟอร์แทรน และภาษาโคบอลมารวมกับส่วนดีของภาษาแอสเซมบลี จึงเป็นภาษาที่เรียนรู้และเขียนโปรแกรมค่อนข้างยาก ถึงแม้จะมีผู้ใช้ไม่มากแต่ก็รู้จักกันแพร่หลายทั่วไป และจัดว่าเป็นภาษาเชิงโครงสร้างที่ดีภาษาหนึ่ง 

-                   ภาษาโอโอพี

                Object-Oriented Programming ต่างจากการเขียนโปรแกรมโดยทั่ว ๆ ไป โดยการเขียนโปรแกรมตามปกตินั้น ผู้เขียนโปรแกรมจะพิจารณาถึงขั้นตอนการแก้ปัญหาของโปรแกรมเหล่านั้น แต่เทคนิคของ OOPจะมองเป็น วัตถุ (object) เช่น กล่องโต้ตอบ (dialog box) หรือไอคอนบนจอภาพ เป็นต้น โดยออบเจ็คใดออบเจ็คหนึ่งจะทำงานเฉพาะที่แน่นอน ถ้าผู้ใช้ต้องการทำงานชนิดนั้นก็สามารถคัดลอกไปใช้ในโปรแกรมที่ต้องการได้ทันที หลักการของโปรแกรมเชิงวัตถุได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานแล้ว โดยภาษาเริ่มแรกคือ Simula-67 ได้รับการพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 1967 และต่อมาก็มีภาษา smalltalk ซึ่งเป็นภาษาเชิงวัตถุเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ หลักการของ OOP ยังได้รับการนไปเสริมเข้ากับภาษาโปรแกรมในยุคที่ 3 คือ C จนเกิดเป็นภาษาใหม่คือ C++ รวมทั้งยังมีการเสริมเข้ากับ การโปรแกรมแบบภาพ (visual programming) ทำให้เกิด Visual Basic ซึ่งมีรากฐานมาจาก BASIC และ Delphi ซึ่งมีรากฐานมาจาก Pascal นอกจากนี้ ในปัจจุบันจะมีภาษาที่ใช้หลักการโปรแกรมเชิงวัตถุตัวใหม่ล่าสุดซึ่งกำลังมาแรงและมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมสูงคู่กันอินเตอร์เน็ต นั่นคือภาษา JAVA

-                   ภาษาที่ออกแบบมาสำหรับ OOP

                การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่มี การติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟฟิก (Graphical User Interface หรือ GUI) เช่น Microsoft Windows และ World Wide Web จะสามารถทำได้ง่าย รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก ด้วยเครื่องมือในการพัฒนาที่ใช้หลักการของ OOP ซึ่งในปัจจุบันจะมีเครื่องมือประเภทนี้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ 2 ภาษา คือ Visual Basic และ JAVA

                – ภาษายุคที่สี่ 
         ภาษายุคที่สี่   (fourth generation language) หรือเรียกย่อว่า 4GL) เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ที่เหนือกว่าภาษาระดับสูง จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ภาษาระดับสูงมาก (very high-level language)   การใช้ภาษายุคที่สี่นั้น ผู้ใช้เพียงแต่บอกว่าต้องการทำอะไร  โดยไม่ต้องบอกว่าจะทำอย่างไร  เช่น ถ้าต้องการให้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงาน เพียงแต่สั่ง LIST NAME, SALARY หรือถ้าเราต้องการบวกเลขสองจำนวน  เราก็อาจจะชี้คำว่า บวก บนจอภาพ แล้วชี้ตัวเลขอีกสองตัว ก็จะได้ผลบวก เป็นต้น  ภาษายุคที่สี่จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ภาษาไร้กระบวนงาน (non-procedural language)   
 ตัวอย่างภาษายุคที่สี่ที่มีการสร้างขึ้นมาใช้ได้แก่ 
- โนแมดทู (NOMAD2) ผลิตโดย บริษัทดีแอนด์บีคอมพิวติ้งเซอร์วิส 
- โฟกัส (FOCUS) ผลิตโดย บริษัทอินฟอร์เมชันบิลเดอร์ส 
- อินเทลเล็กท์ (INTELLECT) ผลิตโดย อาร์ติฟิเชียลอินเทลลิเย็นซ์ 
- เอสคิวแอล (SQL) ผลิตโดย บริษัทไอบีเอ็ม 
- เคลาท์ (CLOUT) ผลิตโดย บริษัทไมโครฟิล์ม 

                ข้อดีของภาษาในยุคที่ 4

-                    การเขียนโปรแกรมจะเน้นที่ผลของงานว่าต้องการอะไร ไม่สนใจว่าจะทำได้อย่างไร

-                    ช่วยพัฒนาเนื้องาน เพราะเขียนและแก้ไขโปรแกรมได้ง่าย

-                    ไม่ต้องเสียเวลาอบรมผู้เขียนโปรแกรมมากนัก ไม่ว่าผู้ที่จะมาเขียนโปรแกรมนั้นมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือไม่

-                    ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องทราบถึงฮาร์ดแวร์ของเครื่องและโครงสร้างโปรแกรม

                ภาษาในยุคที่ 4 นี้ยังมีภาษาที่ใช้สำหรับเรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูลได้ เรียกว่า ภาษาเรียกค้นข้อมูล (query language) โดยปกติแล้วการเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูล และการแสดงรายงานจากฐานข้อมูล จะต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า แต่บางครั้งอาจมีการเรียกดูข้อมูลพิเศษที่ไม่ได้มีการวางแผนไว้ ถ้าผู้ใช้เรียนรู้ภาษาเรียกค้นข้อมูลก็จะขอดูรายงานต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ได้มีการวางแผนไว้ได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก ภาษาเรียกค้นข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเรียกว่า SQL (Structured Query Language) และนอกจากนี้ยังมีภาษา Query Bu Example หรือ QBE ที่ได้รับความนิยมการใช้งานมากเช่นกัน

                –  ภาษายุคปัจจุบัน 
                 ในยุคปัจจุบัน  การใช้งานระบบสารสนเทศเน้นการใช้งานง่าย  การติดต่อกับคอมพิวเตอร์เป็นแบบ GUI ที่ทำงานบนวินโดว์  ภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรม  จึงถูกพัฒนาให้สนับสนุนการจัดการออบเจ็กต์บนวินโดว์  ที่ประกอบด้วยข้อมูล ใม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ  แบบฟอร์ม ฯลฯ  และการกระทำต่อออบเจ็กต์นั้น โดยมีเครื่องมือช่วยให้พัฒนาโปรแกรมได้รวดเร็ว และแก้ไขได้ง่าย  เราเรียกโปรแกรมแบบนี้ว่า (Object-Oriented Programming Language) ได้แก่  C++,  Smalltalk, Visual Basic เป็นต้น 
 นอกจากนี้  ยังมีภาษาที่พัฒนาขึ้นมาสนับสนุน การสร้างเอกสารเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต  ซึ่งมีทั้งแบบการจัดเอกสารธรรมดา ไปจนถึงแบบโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ เช่น HTML, JavaScript, JAVA, Pearl  เป็นต้น 

- ภาษาธรรมชาติ (Nature Language)

                เป็นภาษายุคที่ 5 (fifth generation language) หรือ 5GLs ธรรมชาติหมายถึงธรรมชาติของมนุษย์ คือไม่ต้องสนใจถึงคำสั่งหรือลำดับของข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้ใช้เพียงแต่พิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นคำหรือประโยคตามที่ผู้ใช้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้มีรูปแบบของคำสั่งหรือประโยคที่แตกต่างกันออกไปได้มากมาย เพราะผู้ใช้แต่ละคนอาจจะใช้ประโยคต่างกัน ใช้คำศัพท์ต่างกัน หรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะใช้ศัพท์แสลงก็ได้ คอมพิวเตอร์จะพยายามแปลคำหรือประโยคเหล่านั้นตามคำสั่ง แต่ถ้าไม่สามารถแปลให้เข้าใจได้ ก็จะมีคำถามกลับมาถามผู้ใช้เพื่อยืนยันความถูกต้อง ภาษาธรรมชาติจะใช้ ระบบฐานความรู้ (knowledge base system) ช่วยในการแปลความหมายของคำสั่งต่าง ๆ

                นอกจากนี้ภาษาคอมพิวเตอร์อาจแบ่งกลุ่มได้เป็นอีกสองประเภทคือ ภาษาที่มนุษย์อ่านออก (human-readable) และภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออก (non human-readable) ภาษาที่มนุษย์อ่านออกถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าใจและสื่อสารได้โดยตรงกับคอมพิวเตอร์ (แทบทุกชนิดเป็นภาษาอังกฤษ) ส่วนภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออกจะมีโค้ดบางส่วนที่ไม่อาจอ่านเข้าใจได้ แต่ออกแบบมาเพื่อให้โค้ดกระชับซึ่งคอมพิวเตอร์จะสามารถประมวลผลได้ง่ายกว่า

                ตัวแปลภาษา
              เมื่อเราเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงแล้ว จะนำไปสั่งงานคอมพิวเตอร์โดยตรงยังไม่ได้ จะต้องผ่านขั้นตอนการแปลภาษาอีก เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์จะเข้าใจเพียงภาษาเดียวคือ ภาษาเครื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีตัวแปลภาษา เพื่อแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยแบ่งได้เป็น2 แบบ คือ 
             1. คอมไพเลอร์ (compiler)   เป็นตัวแปลโปรแกรมต้นฉบับ ให้เป็นภาษาเครื่อง โดยขณะที่ทำการแปลเมื่อมีข้อผิดพลาด คอมพิวเตอร์จะแจ้งมาให้ทราบ เมื่อแปลโปรแกรมเสร็จสามารถเก็บโปรแกรมที่แปลเรียบร้อยแล้วไปใช้งานได้ โดยไม่ต้องมาคอมไพล์ใหม่ ตัวอย่างภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีการใช้ตัวแปลภาษานี้ เช่น ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล ภาษาซี เป็นต้น

             2. อินเทอร์พรีเตอร์ (interpreter)  เป็นตัวแปลโปกรมต้นฉบับให้เป็นภาษาเครื่อง โดยทำการแปลที่ละคำสั่งให้เป้ฯภาษาเครื่อง แล้วนำคำสั่งนั้นไปประมวลผลทันที หลังจากนั้นก็จะรับคำสั่งถัดไป ตัวอย่างของภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตัวแปลภาษาแบบนี้ เช่น ภาษาเบสิก เป็นต้น

               ความแตกต่างระหว่างตัวแปลภาษาทั้ง 2 ตัว คือ ลักษณะของการแปลภาษาของอินเตอร์พรีเตอร์จะแปลและสั่งเครื่องให้ทำงานตามคำสั่ง ทันทีทีละคำสั่งจนจบโปรแกรม แต่การแปลภาษาด้วยคอมไพเลอร์จะเป็นการแปลทุกคำสั่งที่อยู่ในโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องเก็บไว้เป็นแฟ้มก่อน การเรียกทำงานจะเป็นการนำแฟ้มภาษาเครื่องมาทำงานทีเดียว ดังนั้นการทำงานด้วยตัวแปลแบบคอมไพเลอร์จึงทำงานได้รวดเร็วและนิยมกันมากในปัจจุบัน

                วิธีเลือกใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม 
                ภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมในขณะนี้มีมากมาย  แต่ละภาษาต่างมีข้อดีเด่นในตัวเอง เป็นหน้าที่ของผู้ใช้ในการที่จะพิจารณาเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานที่ต้องการ อาจกล่าวได้คร่าว ๆว่างานทางด้านธุรกิจ ด้านบัญชี ที่มีการออกรายงานเป็นปริมาณมาก ๆ แต่มีการคำนวณในขั้นพื้นฐาน ควรใช้ภาษาโคบอล งานด้านวิศวกรรมที่มีการคำนวณมาก ๆ ควรใช้ภาษาฟอร์แทรน หรือภาษาปาสกาล หรือภาษาเบสิก ผู้ที่ต้องการเรียนรู้โครงสร้างของภาษา เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมใช้งานด้านต่างๆ ควรเรียนภาษาปาสกาลและภาษาซี เพราะเป็นภาษาเชิงโครงสร้าง และเหมาะสำหรับการเรียนรู้อย่างยิ่ง 
ท สำหรับผู้เริ่มต้น ต้องการสร้างโฮมเพจเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ควรใช้ภาษา HTML และ JavaScript เพราะมีใช้กันแพร่หลายและการเรียนการเขียนโปรแกรมได้ง่าย  จากนั้นจึงเรียนภาษา Java หรือภาษาอื่น ๆ ต่อไป  จนกว่าจะพบภาษาที่ดีที่สุด  และเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการ 

                การเลือกใช้คอมพิวเตอร์

เนื่องจากในปัจจุบันทุก ๆ ปีจะมีภาษาคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมากมาย และภาษาต่าง ๆ จะมีจุดดีและจุดด้อยแตกต่างกันไป ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องทำการคัดเลือกภาษาที่จะนำมาใช้งานอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเมื่อศึกษาและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งแล้ว การเปลี่ยนไปใช้ภาษาอื่นในภายหลังจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องสูญเสียไป รวมทั้งปัญหาของบุคลากรที่ต้องศึกษาหาความชำนาญใหม่อีกด้วย

                ในการเลือกภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาใช้ สิ่งที่ควรพิจารณาคือ

-                    ในหน่วยงานหนึ่ง ๆ ควรจะใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาเดียวกัน เพราะการดูแลรักษาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น ตลอดจนการจัดหาบุคลากรจะกระทำให้ง่ายกว่า

-                    ในการเลือกภาษาควรเลือกโดยดูจากคุณสมบัติหรือข้อดีของภาษานั้น ๆ เป็่นหลัก

-                    ถ้าโปรแกรมที่เขียนขึ้นนั้นต้องนำไปทำงานบนเครื่องต่าง ๆ กัน ควรเลือกภาษาที่สามารถใช้งานได้บนทุกเครื่อง เพราะจะทำให้เขียนโปรแกรมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

-                    ผู้ใช้ควรจำกัดภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ ไม่ควรติดตั้งตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์ทุกภาษาบนเครื่องทุกเครื่อง

-                    ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ จะถูกจำกัดโดยนักเขียนโปรแกรมที่มีอยู่ เพราะควรใช้ภาษาที่มีผู้รู้อยู่บ้าง

-                    บางครั้งในงานที่ไม่ยุ่งยากนัก อาจใช้ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เช่น ภาษา BASIC เพราะเขียนโปรแกรมได้ง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งมีติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมากอยู่แล้ว

-                    สรุปภาษาคอมพิวเตอร์และวิธีการใช้งาน

ภาษาคอมพิวเตอร์ การใช้งาน
BASIC (Beginner’s All-purpose Symbolic Instruction Code) สำหรับผู้เริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์
COBOL (Common Business Oriented Language) นิยมใช้ในงานธุรกิจบนเครื่องขนาดใหญ่
FORTRAN (FORmula TRANslator) ใช้สำหรับงานด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์
Pascal (ชื่อของ Blaise Pascal) ใช้ในวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย
C สำหรับนักเขียนโปรแกรม และใช้ในวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
C++ สำหรับผู้ผลิตซอฟต์แวร์
ALGOL (ALGOrithmic Language) เริ่มต้นได้รับการออกแบบให้เป็นภาษาสำหรับงานทางวิทยาศาสตร์ และต่อมามีการพัฒนาต่อเป็นภาษา PL/I และ Pascal
APL (A Programming Language) ออกแบบโดยบริษัท IBM ในปีค.ศ. 1968 เป็นภาษาที่โต้ตอบกับผู้ใช้ทันที เหมาะสำหรับจัดการกับกลุ่มของข้อมูลที่สัมพันธ์กันในรูปแบบตาราง
LISP (LIST Processing) ถูกออกแบบมาให้ใช้กับข้อมูลที่ไม่ใช้ตัวเลข ซึ่งอาจเป็นสัญลักษณ์พิเศษหรือตัวอักษรก็ได้ นิยมใช้ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artifical Inelligence)
LOGO นิยมใช้ในโรงเรียน เพื่อสอนทักษะการแก้ปัญหาให้กับนักเรียน
PL/I (Programming Language One) ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และธุรกิจ
PROLOG (PROgramming LOGIC) นิยมใช้มากในงานด้านปัญญาประดิษฐ์ จัดเป็นภาษาธรรมชาติภาษาหนึ่ง
RPG (Report Program Generator) ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานทางธุรกิจ จะมีคุณสมบัติในการสร้างโปรแกรมสำหรับพิมพ์รายงานที่ยืดหยุ่นมาก

 

ขียนเสร็จ จะต้องใช้ตัวแปลโปรแกรมจึงจะใช้งานได้ และถึงแม้ว่าไม่ใช้ภาษาเครื่องโดยตรง ผู้เขียนโปรแกรมยังจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของไมโครโพรเซสเซอร์ที่กำลังเขียนเป็นอย่างดี

ช้ภาษาเครื่องโดยตรง ผู้เขียนโปรแกรมยังจำเป็นต้องเข้านงบรรณานุกรม

http://www.atcomink.com/kroocom/knowledge_09.pdf

http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20soft3.htm

http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:CTCiXd6hSRwJ:www.thaiall.com/programming/cpsc317_languages.ppt

http://www.lks.ac.th/kuanjit/it04_3.htm

http://www.nukul.ac.th/it/content/04/4-1.html

http://rbu.rbru.ac.th/~bangkom/mclanguage.htm

http://staff.buu.ac.th/~wichai/101course/Text/DPtext/chap6.htm

http://th.wikipedia.org/wiki

http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/09/software/11_computer_lang.htm

http://www.thaigoodview.com/node/50163

http://www4.csc.ku.ac.th/~b5240202524/Lesson%209.html

คำสั่งในภาษาระดับต่ำ จะหมายถึงการสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำงานหนึ่งอย่าง (1 instruction = 1 operation) ภาษาระดับต่ำ มี 2 ภาษา คือภาษาที่อิงกับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ใดสถาปัตยกรรมหนึ่ง ซึ่งไมโครโพรเซสเซอร์แต่ละรุ่น หรือ แต่ละตระกูล ก็มักมีภาษาระดับต่ำที่แตกต่างกัน และโดยปกติแล้ว หนึ่งคำสั่งในภาษาระดับต่ำ จะหมายถึงการสั่งงานคอมพ

การสื่อสารเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ (Submarine Fiber Optic Cable Systems)

2010 July 20
Posted by meaw8b10

น.ส.สิรินทรา ตันติวุฒิไกร

ITM0433  ID : 5307917

ITM 640 Internet and Communication Technologies

 

การสื่อสารเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ (Submarine Fiber Optic Cable Systems)

จากการเจริญเติบโตของสังคมมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันมากขึ้น เป็นผลทำให้ปริมาณการส่งข้อมูลมีอย่างมหาศาล ดังนั้นระบบโทรคมนาคมที่ใช้จะต้องมีความสามารถรองรับ และตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอัตราเร็วของการส่งข้อมูลสูง รวมทั้งมีความถูกต้องแม่นยำ และความปลอดภัยของข้อมูลที่ดี ระบบดังกล่าว คือ การสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง เทคโนโลยีของระบบสื่อสาร ด้วยเส้นใยนำแสงนี้ ได้ถูกพัฒนามากขึ้นมาตามลำดับ และมีการใช้งานแพร่หลาย ได้แก่ โครงข่ายการส่งข้อมูลความเร็วสูง ระบบเอสดีเอช(SDH) หรือระบบโซเน็ท (SONET)  หรือระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน(Fiber To The Home: FTTH)  เป็นต้น

เพื่อให้การให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมเพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการ จึงได้มีการออกแบบระบบเคเบิลใต้น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับปริมาณทราฟฟิก (traffic) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ หากใช้ระบบเก่าซึ่งใช้เทคโนโลยีของเคเบิลชนิดแกนร่วม (Coaxial technology) และเป็นระบบอานาลอค (analog) การเพิ่มขนาดของระบบทำให้เกิดความยุ่งยากในด้านปฏิบัติการบำรุงรักษา และความแน่นอน เพราะเมื่อขนาด (capacity) ของระบบใหญ่ขึ้น ก็จะเป็นผลให้ขนาดของเคเบิลใหญ่และแถบความถี่ของระบบ (system frequency band width) กว้างมากขึ้นเป็นผลให้สัญญาญในสายเคเบิลถูกลดทอน (attenuation) ลงไปกว่าเดิมและระยะทางระหว่างตัวทวนสัญญาณ (Repeater Spacing) ก็ลดลงไปด้วย

จากข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้นจึงได้มีการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่สำหรับระบบเคเบิลใต้น้ำเพื่อปรับปรุงระบบให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพความพอเพียง สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัดระบบเคเบิลใต้น้ำชนิดใหม่ที่วงการโทรคมนาคมระหว่างประเทศกำลังตื่นตัวทั่วโลกที่กล่าวนี้ก็คือระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ

โดยได้มีการคิดค้นและพัฒนาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว และเริ่มมีการใช้งานกันอย่างจริงจังเมื่อปี 1970 โดยนำเส้นใยนำแสงจะที่ผลิตจากสารประเภทซิลิกา (Sio2) โดยมีอัตราการสูญเสียประมาณ 20 dB/Km. การใช้งานเส้นใยนำแสงในการสื่อสารได้ผลมาจากการพัฒนาอุปกรณ์นำแสง และ อุปกรณ์รับแสงจากสารประเภทกึ่งตัวนำ(Semiconductor Light Source) ปัจจุบัน การสื่อสารทางแสง ได้เป็นที่ยอมรับและมีการใช้งานทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะในระบบสื่อสารโทรคมนาคม(LONG HAUL COMMUNICATIONS)ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศทั่วโลก เช่น โครงการ Fiber Link Around the Glob (FLAG) ซึ่งเป็นโครงการที่มีเครือข่ายของเส้นใยนำแสงเชื่อมทุกทวีปในโลก เข้าด้วยกัน เส้นทางที่วาง F/O ส่วนใหญ่คือใต้ทะเล ซึ่งมีระยะห่างแต่ละสถานีทวนสัญญาณ (Repeater Span) ถึง 300กม. ใช้ ใยแก้วนำแสงที่มีคุณภาพสูง มีอัตราการลดทอน(Attenuation) ต่ำ และใช้เทคโนโลยีของการขยายสัญญาณแสงด้วย Optical Amplifier

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก คำว่า  Fiber Optic หรือ เส้นใยนำแสง คือ เส้นใยขนาดเล็กผลิตจากสารประเภท Sio2, Fiber Optic ทำหน้าที่เป็นตัวนำแสง (Wave Guide ) เป็นตัวกลางของสัญญาณแสงชนิดหนึ่ง ที่ทำมาจากแก้วซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงมาก เส้นใยนำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์เรา เส้นใยนำแสงที่ดีต้องสามารถนำสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยมีการสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก
               

ประเภทของเส้นใยนำแสง สามารถแบ่งตามความสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

  1.  เส้นใยนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว (Singlemode Optical Fibers, SM)
  2. เส้นใยนำแสงชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM) ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเส้นใยนำแสง ที่ทำมาจากพลาสติกเพื่องานบางอย่างที่ไม่คำนึงถึงการสูญเสียสัญญาณมากนัก เช่น การสื่อสารในระยะทางสั้น ๆ ไม่กี่เมตร

โครงสร้างของ เส้นใยนำแสง (Fiber Optic)

1. Core เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ข้างในของสาร Fiber Optic ทำจากสารที่ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า (Dielectric) ประเภทแก้ว         

2. Clad เป็นส่วนที่หุ้ม Core ค่าดรรชนีการหักเหของแสงของ Clad มีน้อยกว่า Core ทำให้แสงเดินทางไปใน Core ด้วยการสะท้อนไปสะท้อนมาตลอดเส้นทาง                                                                                          

3. Coating เป็นประเภท P.V.C

หลักการทั่วไปของเคเบิลเส้นใยนำแสง

คือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล) ไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสงก่อน จากนั้นจึงส่งออกไปเป็นพัลส์ของแสงผ่านสายไฟเบอร์ออปติกสายไฟเบอร์ออปติกทำจากแก้วหรือพลาสติกสามารถส่งลำแสง ผ่านสายได้ทีละหลาย ๆ ลำแสงด้วยมุมที่ต่างกัน ลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์นั้นจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทาง จากสัญญาณข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณอนาล็อกหรือดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสียก่อน จากนั้นจะส่งสัญญาณมอดูเลตผ่านตัวไดโอดซึ่งมี 2 ชนิดคือ LED ไดโอด (light Emitting Diode) และเลเซอร์ไดโอด หรือ ILD ไดโอด (Injection Leser Diode) ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้เป็นลำแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นคลื่นแสงในย่านที่มองเห็นได้ หรือเป็นลำแสงในย่านอินฟราเรดซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ ความถี่ย่านอินฟราเรดที่ใช้จะอยู่ในช่วง 1014-1015 เฮิรตซ์ ลำแสงจะถูกส่งออกไปตามสายไฟเบอร์ออปติก เมื่อถึงปลายทางก็จะมีตัวโฟโต้ไดโอด (Photo Diode) ที่ทำหน้าที่รับลำแสงที่ถูกส่งมาเพื่อเปลี่ยนสัญญาณแสงให้กลับไปเป็นสัญญาณมอดูเลตตามเดิม จากนั้นก็จะส่งสัญญาณผ่านเข้าอุปกรณ์ดีมอดูเลต เพื่อทำการดีมอดูเลตสัญญาณมอดูเลตให้เหลือแต่สัญญาณข้อมูลที่ต้องการ สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีแบนด์วิดท์ (BW) ได้กว้างถึง 3 จิกะเฮิรตซ์ และมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 1 จิกะบิตต่อวินาที ภายในระยะทาง 100 กม. โดยไม่ต้องการเครื่องทบทวนสัญญาณเลย สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีช่องทางสื่อสารได้มากถึง 20,000-60,000 ช่องทาง สำหรับการส่งข้อมูลในระยะทางไกล ๆ ไม่เกิน 10 กม. จะสามารถมีช่องทางได้มากถึง 100,000 ช่องทางทีเดียว ความผิดพลาดในการส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออปติกนั้นมีน้อยมาก คือประมาณ 1 ใน 10 ล้านบิตต่อการส่ง 1,000 ครั้ง เท่านั้น ทั้งยังป้องกันการรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้โดยสิ้นเชิง

 

ข้อจำกัดของเส้นใยนำแสง

 1. ราคา ทั้งสายไฟเบอร์ออปติกและอุปกรณ์ประกอบการทั้งหลายมีราคาสูงกว่าการส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิลธรรมดามาก

2. อุปกรณ์พิเศษสำหรับการเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสง และจากคลื่นแสงกลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้า และเครื่องทวนสัญญาณ อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งมีความซับซ้อน และราคาแพงมาก

 3. เทคนิคในการติดตั้งระบบ เนื่องจากสายไฟเบอร์ออปติกมีความแข็งแต่เปราะจึงยากต่อการเดินสายไฟตามที่ต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งการเชื่อมต่อระหว่างสายก็ทำได้ยากมาก เพราะต้องระวังไม่ได้เกิดการหักเห ในปัจุบันมีการใช้งาน Internet กันอย่างกว้างขวางจากการใช้งานที่จำกัดอยู่ในที่ทำงานได้ขยายความต้องการใช้งานในที่บ้านมากขึ้น มีการติดตั้งวงจรเพื่อใช้งานจากที่บ้านมากขึ้น นอกจากนี้ในอนาคตรูปแบบการใช้งานยังขยายเข้าสู่ Multimedia มากขึ้น เช่น IP-TV,Telepresence,Video on demand,IP Phone. ในอดีตการใช้งานเมื่อต้องการเชื่อมต่อจะใช้ผ่าน Modem และคู่สายทองแดงของระบบโทรศัพท์ ที่ได้ความเร็วเพียง 56Kbps ต่อมามีการพัฒนาทางเทคโนโลยีนำไปสู่การใช้งานที่เร็วยิ่งขึ้นได้แก่ digital subscriber line (DSL) เช่น ADSL และ cable modem Optics to the home (FTTH) คือเทคโนโลยีที่นำข้อมูล ข่าวสารต่างๆขนาดมหาศาลมาถึงบ้านผู้ใช้บริการ ด้วยเคเบิลเส้นใยนำแสงที่มีขนาดเล็กและเบาแต่สามารถส่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วด้วยคุณภาพที่สูง

ดังนั้นเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ คือ สื่อสัญญาณ สำหรับการสื่อสารระยะทางไกล เปรียบเสมือนท่อส่งสัญญาณขนาดใหญ่ ที่มีการรับ-ส่งสัญญาณคุณภาพสูง โดยพัฒนาการของเคเบิลใต้น้ำ เริ่มจากชนิดแกนร่วม (Coaxial) จนมาถึงระบบใต้น้ำเคเบิลเส้นใยนำแสง (Optical Fiber) เนื่องจากเทคโนโลยีของเคเบิลชนิดแกนร่วมเป็นระบบแอนะล็อก (Analog) การเพิ่มขนาดหรือขยายระบบทำได้ยาก และซับซ้อนในด้านการบำรุงรักษา เมื่อขนาดความจุของระบบใหญ่ขึ้น จะทำให้ขนาดของสายเคเบิลใหญ่ขึ้น และกรณีแถบความถี่ของระบบที่กว้างมากขึ้น จะเป็นผลให้สัญญาณ ในสายเคเบิลถูกลดทอน (Attenuation) ระยะทางการติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) จะลดลง ซึ่งเป็นผลให้มีความซับซ้อน และมูลค่าของระบบสูงขึ้นจากข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้นจึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางสำหรับระบบเคเบิลใต้น้ำเพื่อปรับปรุงระบบให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพดีขึ้น จึงได้มีวิวัฒนาการมาเป็นระบบเคเบิลแบบดิจิทัล (Digital) เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเคเบิลใต้น้ำชนิดแกนร่วมสามารถรับ-ส่งสัญญาณได้ในแถบความถี่ที่กว้างกว่าราคาต่อวงจรต่ำกว่า มีน้ำหนักเบา นอกจากนี้ยังสามารถรับ-ส่งข้อมูลที่อัตราเร็วกว่า เนื่องจากใช้แสงที่มีความจุของช่องสัญญาณหรือแบนด์วิดท์กว้างกว่า ดังนั้นระยะทางระหว่างหน่วยทวนสัญญาณ (repeater) ของเคเบิลชนิดเส้นใยนำแสงจะมากหรือไกลกว่า

ประวัติของการสื่อสารเส้นใยนำแสงใต้น้ำ 

                นับตั้งแต่ พ.ศ.2393 มีการวางสายเคเบิลใต้น้ำที่ช่องแคบอังกฤษ ในขณะที่สายเคเบิลโทรเลขทางทราสแอตแลนติค เส้นแรกวางใน พ.ศ. 2410 ปัจจุบันสายเคเบิลใต้น้ำสามารถวางได้เร็วกว่าในอดีตเนื่องจาก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้มีการวางสายเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค นานกว่า 10 ปีแล้ว และมีปริมาณทราฟฟิกโทรศัพท์ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว ประมาณกันว่า สิ้นปี 2539 นี้ ทั่วโลกจะมีการลงทุนทางด้านเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำมากกว่า 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใน จำนวนหนึ่งกว่าครึ่งเป็นของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคเนื่องจากมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

                ลักษณะของเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ
                ระบบเคเบิลใต้น้ำ เป็นระบบที่ใช้ในการรับ-ส่งสัญญาณ โทรคมนาคมผ่านสายเคเบิลที่ทอดตัวอยู่ใต้ทะเล หรือมหาสมุทรเป็นระยะทางไกล เชื่อมโยงระหว่างสถานีเคเบิลใต้น้ำ 2 สถานี อาจเป็นระหว่างจุดต่อจุด หรือระหว่างประเทศต่อประเทศ เนื่องจากระยะทางที่ค่อนข้างไกล จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ทวนสัญญาณหรือ รีพีตเตอร์ (repeater) เพื่อช่วยขยายช่องสัญญาณและทำให้คุณภาพของสัญญาณไม่เปลี่ยนแปลง สายเคเบิลใต้น้ำ ทั่วไปออกแบบให้มีอายุการใช้งาน 25 ปีขึ้นไป อุปกรณ์ทวนสัญญาณ ถ้าเป็นระบบเคเบิลใต้น้ำชนิดแกนร่วม แต่ละตัวห่างกันประมาณ 15 กิโลเมตร เนื่องจากอัตราการสูญเสียของสัญญาณสูง ส่วนเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ แต่ละตัวห่างกันประมาณ 100 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้น ระบบเคเบิลใต้น้ำเป็นระบบที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ที่ผ่านมาในอดีตเป็นสายเคเบิลชนิดแกนร่วม ซึ่งตอนนี้ความจุไม่เพียงพอ ปัจจุบันและอนาคตจึงมีการพัฒนาเป็นสายเคเบิลเส้นใยนำสง ทำให้สามารถสื่อสารในระบบดิจิตอล รับส่งสัญญาณด้วยแถบความถี่ที่กว้างกว่า รับส่งด้วยอัตราที่เร็วกว่าแล้วรองรับการสื่อสารโทรคมนาคมได้ทุกรูปแบบ
                ลักษณะการทำงานของระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ

                สัญญาณไฟฟ้าแบบดิจิตอลจะถูก modulate เข้ากับแหล่งกำเนิดแสงที่นี้อาจเป็นเลเซอร์ไดโอกชนิด ILD(Injection Laser Diode) หรือ LED ( Light Emitting Diode) ก็ได้สัญญาณที่ออกมาจะเป็นสัญญาณแสงซึ่งจะถูกส่งผ่านไปตามเคเบิลเส้นใยนำแสงระยะหนึ่งจนถึงตัวทวนสัญญาณ สัญญาณก็จะถูกเปลี่ยนกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า (eloctrical signal) โดยใช้โฟโต้ไกโกชนิด PIN หรือ APD (Avalanche photo diode) สัญญาณไฟฟ้านี้ก็จะถูกนำมาขยาย และกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าใหม่ (regeneratc) แก้วจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณแสง (optical signal) โดยถูก modulate กับแหล่งกำเนิดแสงอีกครั้งหนึ่ง และผ่านเคเบิลเส้นใยนำแสงจนถึงปลายทาง (dislant terminal) กับปลายทางสัญญาณแสงก็จะถูกเปลี่ยนกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อต่อเข้าชุมสายต่อไป ซึ่งลักษณะการทำงานนี้จะเป็นเช่นเดียวกันทั้งด้านรับและส่งสำหรับการจ่ายไฟเลี้ยงให้กับตัวทวนสัญญาณระบบการจ่ายไฟจะป้อนกระแสไฟตรงที่กระแสตรงที่มีค่ากระแสคงที่ผ่านตัวนำโลหะ (ทองแดง) ในสายเคเบิลและครบวงจรด้วยระบบพื้นทะเล (Ocean Ground) ที่ปลายทางทั้ง 2 ด้าน ซึ่งมีลักษณะของระบบจ่ายไฟเลี้ยงเหมือนกับระบบเคเบิลใต้น้ำแกนร่วม

                ระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ

                ระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำที่ใช้งานอยู่หรือกำลังจะใช้งานปีพ.ศ. 2531-2533 ในแถบมหาสมุทรแอตแอนติก ในแถบทะเลเหนือ หรือข่ายเคเบิลใต้น้ำในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก จะใช้เคเบิลใต้น้ำในแถบมหาสมุทรแปซิฟิค จะใช้เคเบิลเส้นใยนำแสงชนิด single-mode fibre ที่ความยาวคลื่นขนาด 1.3 ไมครอน (1.3 micrometer) ซึ่งเคเบิลเส้นใยนำแสงนี้ ทำจากเส้นใยนำแสงซิลิคอนที่บริสุทธิ์มาก (highly-pure sillicone glass fibre) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.1-0.15 มิลลิเมตร ซึ่งเส้นใยนำแสงนี้จะทำหน้าที่เหมือนกับเป็นท่อนำคลื่น (waveguide) ให้กับคลื่นแสงโดยใช้หลักการสะท้อนแสงในขอบเขตของเส้นใยนำแสงนั้นระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำซึ่งเป็นระบบดิจิตอล (digital system) เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเคเบิลใต้น้ำชนิดแกนร่วมแล้ว จะเห็นได้ว่าระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำสามารถรับ-ส่งสัญญาณได้ในแถบความถี่ที่กว้างกว่าราคาต่อวงจรก็ต่ำกว่าและยังมีน้ำหนักเบาอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถรับ-ส่งข้อมูล ที่อัตราเร็วกว่าเคเบิลชนิดแกนร่วมแต่สิ่งสำคัญคือระยะทางระหว่างตัวทวนสัญญาณ (repeater syacing) ของเคเบิลเส้นใยนำแสงก็มากกว่า

                การพัฒนาของเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ
                ระบบเคเบิลใต้น้ำยุคแรกใช้สายเคเบิลเส้นใยนำแสงขนาดความยาวคลื่น (wave length) 1.4 um ที่มีอัตราความเร็ว 295.6 Mbit/s อัตรารับส่งสัญญาณ 280 Mbit/s ทำให้ได้ช่องสัญญาณ 3,780 ช่อง ( 64 Kbit/s ต่อช่องสัญญาณ ในยุคที่ 2 ใช้สายเคเบิลเส้นใยนำแสงขนาดความยาวคลื่น (wave length) 1.55 um ที่มีอัตราความเร็ว 560 Mbit/s ทำให้ได้วงจรเสียงพูด ( voice channel) เพิ่มขึ้นถึง 40,000 วงจรคู่ หมายความว่ามันต้องการใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณ จำนวนน้อย สายเคเบิลใต้น้ำจะมีเส้นใยนำแสงเพียง 2 คู่ โดยอีกคู่ใช้เป็นคู่สายสำรอง ซึ่งสามารถรองรับ ทราฟฟริค เท่ากับวงจรโทรทัศน์ถึงกว่า 30,000 วงจร ระบบเคเบิลทั่วๆไปมักถูกออกแบบมาให้ใช้งานราว 25 ปี และต้องมีการทดสอบความไว้วางใจเพิ่มเติม และมีการใช้เรื่ออกสำรวจซ่อมแซมราว 2-3 ครั้งตลอดการใช้งานของมัน ระบบเคเบิลยุคที่ 3 มีการนำ optical fiber amplifiers เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ระบบดังกล่าวสัญญาณจะ ถูกรีพีตโดยตรงโดยไม่มีการแปลงสัญญาณไฟฟ้าในรีพีตเตอร์แต่อย่างใด นอกจากนี้การพัฒนาทางเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ความร่วมมือระหว่าง KDD(ญี่ปุ่น) กับ AT&T ( สหรัฐอเมริกา) ในการพัฒนาระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำสามารถส่งสัญญาณได้ที่ความเร็ว 100 Gbit/s ได้ในราวปี 2543 ซึ่งรองรับการสื่อสารโทรศัพท์ได้ถึง 1.2 ล้านช่อง นอกเหนือจากการส่งสัญญาณโทรทัศน์อีก 2,000 ช่อง

พัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนาคตของประเทศไทย

                ความสำคัญของระบบสายสัญญาณสื่อสาร (Cabling) ยังยึดระบบหลักด้วยสายเคเบิ้ล โดยทั่วไปแล้วระบบไร้สาย (Wireless) หรือระบบดาวเทียม จะเป็นระบบสำรอง (Back Up) ทั้งนี้การสื่อสารผ่านสายเคเบิ้ลจะมีปริมาณ ความเร็ว และเสถียรภาพที่สูงกว่าอย่างไรก็ตาม ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ก็ยังคงมีความจำเป็นที่ต้องใช้สายไฟฟ้า เพื่อป้อนพลังงานให้กับที่พักอาศัยหรือที่ทำงาน ดังนั้น พัฒนาการของเทคโนโลยีของการสื่อสารในอนาคตยังได้มีการคิดค้นการผสมผสานของระบบการสื่อสารไปกับระบบไฟฟ้า อันได้แก่ เทคโนโลยีสื่อผสมของระบบไฟฟ้ากับสายสัญญาณสื่อสาร เช่น สายแรงสูง OPGW ซึ่งมีเส้นใยนำแสงอยู่แกนกลางของสายอลูมิเนียมที่ทำหน้าที่เป็นสายดินของสายไฟฟ้าแรงสูง สามารถติดดั้งบนโครงเหล็กสายแรงสูง หรือ SUBMARINE COMPOSITE CABLE ที่เป็นโครงสร้างสายทองแดงไฟฟ้าแรงสูง และมีเส้นใยนำแสงอยู่ภายในโครงสร้างสำหรับติดตั้งใต้ทะเลเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะต่างๆ

สำหรับประเทศไทยได้ มีการพัฒนาวางสายเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ โดยเริ่มจากกิจการของการสื่อสารแห่งประเทศไทย (ต่อมาคือ บริษัทกสท.โทรคมนาคม จำกัด) ซึ่งได้พัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างประเทศให้ขยายกว้างออกไปโดยเป็นการ เริ่มนำระบบเคเบิลใต้น้ำมาใช้ควบคู่กับระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมและพัฒนาต่อ มาตามลำดับทั้งกิจการเคเบิลใต้น้ำของภาคเอกชนและเคเบิลใต้น้ำของโครงการร่วม ระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีช่องสัญญาณหรือช่องทางการสื่อสารทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ อีกช่องทางหนึ่ง โดยมี บริษัท CAT ได้ร่วมลงทุนจัดสร้างเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำหลายเส้นทางเพื่อรองรับการให้บริการโทรคมนาคมทุกรูปแบบ โดยใช้เป็นระบบสื่อสารโทรคมนาคมสำรองซึ่งกันและกัน รวมทั้งเป็นระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลักควบคู่ไปกับระบบสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม ระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำที่ใช้งานในปัจจุบันด้วย นอกจากนี้ยังมีบริษัท INTERLINKซึ่งตระหนักถึงภาระหน้าที่ในฐานะคนไทยที่จะพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับสายไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ โดยได้มีการจัดตั้ง บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด และตั้งทีมวิศวกร R&D ขึ้นมาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และติดตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับสายเคเบิ้ลที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทย และสามารถต่อยอดให้เป็นธุรกิจของบริษัทและนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศด้วย

                ความเป็นมาของระบบเคเบิลใต้น้ำในประเทศไทย

                การสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทยเริ่มนำระบบเคเบิลใต้น้ำเข้ามาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ (ค.ศ. 1964) จากการร่วมลงทุนกับประเทศญี่ปุ่นทำการวางสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศไทยไป ยังประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศไทยจะได้สิทธิใช้คู่สายเคเบิลจำนวน ๑๐ ช่องทางโทรศัพท์ สามารถใช้ส่งโทรเลขได้พร้อมกัน ๒๔ สาย ต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้สำรวจเพื่อการวางสายเคเบิลใต้น้ำจากประเทศไทยและ ประเทศเวียดนามใต้เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศฟิลิปปินส์โดยการวางสายเคเบิลใต้ น้ำในทะเลอ่าวไทย และนำสายขึ้นบกที่เขาแหลมหญ้าและเขาสาบ บ้านเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง และเชื่อมโยงกับระบบถ่ายทอดวิทยุภาคพื้นดิน โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่ไมโครเวฟจากเขาสาบมายังสัตหีบ แหลมฉบังแล้วเชื่อมโยงเข้ากรุงเทพมหานครต่อไป ต่อจากนั้นได้มีพัฒนาการ เกิดโครงการเคเบิลใต้น้ำตามมาอีกหลายโครงการทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน

                สถานีเคเบิลใต้น้ำในประเทศไทย (พ.ศ. 2526)
               
 การสื่อสารแห่งประเทศไทย(ชื่อเดิม)ได้สร้างสถานีเคเบิลใต้น้ำเพื่อให้ประโยชน์ในการให้บริการระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทย มีสถานีเคเบิลใต้น้ำทั้งหมดสี่แห่งในปีพ.ศ. 2526 คือ

  1.  สถานีชลี 1 – เพชรบุรี ตั้งอยู่ที่ ต.หาดเจ้าสำราญ อ. เมือง จ. เพชรบุรี
  2. สถานีชลี 2 – สงขลา ตั้งอยู่ที่ ต. เขารูปข้าง อ.เมือง จ.สงขลา
  3.  สถานีชลี 3 – ศรีราชา ตั้งอยู่ภายในบริเวณสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ. ชลบุรี
  4.  สถานีชลี 4 – สตูล ตั้งอยู่ที่ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สตูล

โครงการเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย   

        ระบบเคเบิลใต้น้ำในประเทศไทยมีการร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ ดังตัวอย่างหลัก ๆ นี้

-                    โครงการเคเบิลใต้น้ำอาเซียน

 การสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำ เพื่อใช้เป็นระบบสำรองควบคู่กับระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม

และลดจำนวนช่องสัญญาณรับ-ส่งผ่านระบบดาวเทียม  เพื่อลดค่าเช่าช่องสัญญาณ และยังเป็นการใช้วงจรหรือช่องสัญญาณโทรศัพท์

 ในระบบเคเบิลใต้น้ำอื่นๆ ซึ่งเชื่อมโยงข่ายเคเบิลใต้น้ำอาเซียนกับประเทศที่ต้องการติดต่อด้วยโดยโครงที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย

ได้ร่วมลงทุนเป็นเจ้าของในระบบเคเบิลใต้น้ำ ได้แก่

  1. ระบบเคเบิลใต้น้ำอาเซียนอินโดนีเซีย-สิงคโปร์ (I-S CABLE SYSTEM) มีช่องสัญญาณ 19 วงจร ใช้ติดต่อกับประเทศอินโดนีเซีย
  2. ระบบเคเบิลใต้น้ำอาเซียนฟิลิปปินส์-สิงคโปร์ ( P-S CABLE SYSTEM ) มีช่องสัญญาณ 138 วงจร เชื่อมโยงกับเคเบิลใต้น้ำใน
    มหาสมุทรแปซิฟิก
  3.  ระบบเคเบิลใต้น้ำอาเซียนมาเลเซีย-สิงคโปร์-ไทย ( M-S-T CABLE SYSTEM) ประเทศไทยได้สร้างสถานีเคเบิลใต้น้ำ ในจังหวัด
    สงขลา และเพิ่มขนาดช่องสัญญาณระหว่างสถานีเคเบิลใต้น้ำจังหวัดสงขลาและจังหวัดเพชรบุรี มีช่องสัญญาณ 160 วงจร
  4.  ระบบเคเบิลใต้น้ำเอเชียอาคเนย์-ตะวันออกกลาง-ยุโรปตะวันตก (SEA-ME-WE CABLE SYSTEM ) ทำให้การสื่อสาร

แห่งประเทศไทยมีช่องสัญญาณสำหรับติดต่อกับประเทศซาอุดิอาระเบีย อิตาลี ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมัน รวม 29 วงจร

-  โครงการเคเบิลใต้น้ำเส้นใยนำแสงมาเลเซีย-ไทย

        ระบบเคเบิลใต้น้ำมาเซีย-ไทย อยู่ในความรับผิดชอบของการสื่อสารแห่งประเทศไทย สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2531 มี

ความจุ 560 กิโลบิทต่อวินาที (Kbit/s) มีจุดขึ้นบกในประเทศไทย ณ ต.หาดเจ้าสำราญ จ.เพชรบุรี และ ต.เขารูปช้าง จ.สงขลา

ในคราวประชุมอนุกรรมการอาเซียน ครั้งที่ 10 ณ ประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคม 2529 คณะอนุกรรมการอาเซียนว่าด้วย

 การไปรษณีย์และโทรคมนาคม (ASEAN POSTEL) ได้มอบหมายให้กลุ่มประเทศอาเซียนทำการศึกษาการจัดสร้างข่าย

เคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำอาเซียน-แปซิฟิก

จากผลการศึกษาคณะทำงานปรากฎว่า มีความต้องการใช้งานสูงเพียงพอในการจัดสร้างจึงได้มีการประชุมคณะกรรมาธิกา

วางแผนจัดสร้างข่ายเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำอาเซียนแปซิฟิค และมีมติให้โครงการแต่ละช่วงดำเนินการโดยอิสระ

ต่อมาในการประชุมคณะอนุกรรมการอาเซียน POSTEL ครั้งที่ 12 ณ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2531

ที่ประชุมเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจของโครงการข่ายเคเบิลใต้น้ำอาเซียน และเมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 2532

 คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติในหลักการให้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยข่ายเคเบิลเส้นใยนำแสงอาเซียน-แปซิฟิค

 ประกอบด้วยระบบ เคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำแต่ละช่วงดังนี้

1. ช่วงมาเลเซีย (กวนตัน)-ไทย (เพชรบุรี)

2. ช่วงมาเลเซีย (กวนตัน)-มาเลเซีย (โกกากิ นาบาลู) -บรูไน-ฟิลิปปินส์

3. ช่วงสิงคโปร์-อินโดนีเซีย

4. ช่วงมาเลเซีย (กวนตัน)-สิงค์โปร์ (ขณะนี้รวมเข้าอยู่ในระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ APC (ASIA PACIFIC CABLE)

สำหรับโครงการระบบเคเบิลใต้น้ำใยแก้วมาเลเซีย-ไทย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของการสื่อสารแห่งประเทศไทย

ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ โดยระบบที่จะจัดสร้างขึ้นมีความจุ 560 Kbit/s มีจุดขึ้นบกในประเทศไทย จะเป็นที่

 ต.หาดเจ้าสำราญ จ.เพชรบุรี และ ต.เขารูปช้าง จ.สงขลา ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมเคเบิลใต้น้ำ ชลี 1-เพชรบุรี

 และสถานีโทรคมนาคมเคเบิลใต้น้ำอาเซียนมาเลเซีย-สิงคโปร์-ไทยโดยการเชื่อมโยงเข้าสถานีฯ ชลี2 จะผ่านตัว Branching Unit

 ในกลางทะเลน่านน้ำเขตสงขลา

เพื่อให้ระบบเคเบิลใต้น้ำอาเซียนมาเลเซีย-ไทย ติดต่อกับประเทศอื่น ๆ ในโลกได้ การสื่อสารแห่งประเทศไทย

ได้เข้าร่วมลงทุนเป็นเจ้าของ (Ownership) หรือซื้อสิทธิการใช้ช่องสัญญาณ (IRU) ในระบบเคเบิลใต้น้ำอื่น ๆ ของข่าย

เคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำอาเซียน-แปซิฟิค ทำให้เพื่อระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำมาเลเซีย-แปซิฟิค สร้างเสร็จใช้งานได้ กสท.

จะมีบริการวงจรดิจิตอลที่ความเร็ว 64 Kbit/s ผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำให้บริการไปยังประเทศต่าง ๆ คือบูรไน (30),ฟิลิปปินส์(117),

 สิงคโปร์ (150), อินโดนีเซีย (30), ญี่ปุ่น (390), อเมริกา (270), เกาหลีใต้ (30), ไต้หวัน (120), ออสเตรเลีย (60), นิวซีแลนด์ (20),

ฮาวาย (60), ฮ่องกง (60), แคนาดา (30), ฝรั่งเศล (60), สเปน (30), เยอรมัน (30), สวิสเซอร์แลนด์ (15), ออสเตรีย (15), เบลเยี่ยม (15)

, เนเธอร์แลนด์ (15), โปรตุเกส (10), อียิปต์ (4), ซาอุดิอาระเบีย (30), ศรีลังกา (8), และอิตาลี (30) รวม 1,575 วงจร

-                     โครงการเอเซียอาคเนย์-ตะวันออกกลาง-ยุโรปตะวันตก 3 (SEW-ME-WE 3)

        ระบบเคเบิลใต้น้ำเอเซียอาคเนย์-ตะวันออกกลาง-ยุโรปตะวันตก 3 เป็นโครงการระบบสื่อสารผ่านสายเคเบิลชนิด

เส้นใยนำแสงที่มีความซับซ้อนมากที่สุดโครงการหนึ่งของโลก โครงการนี้เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2541 มีจุดขึ้นฝั่ง 15 จุด

ได้แก่ประเทศ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส โปตุเกส อิตาลี อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย จิบูติ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปากีสถาน อินเดีย

 ศรีลังกา ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย มีความจุ 2.5 กิกะบิทต่อวินาที (Gbps) มีความยาวเคเบิล 21,๐๐๐ กิโลเมตร

-                     โครงการเคเบิลใต้น้ำแฟล็ก (FLAG)

ประวัติความเป็นมา

               ในปี พ.ศ. 2542 ได้มีโครงการ FLAG ก่อตั้งขึ้น เป็นโครงการวางเคเบิลใต้น้ำชนิดเส้นใยนำแสง (Fibre optic submarine cable)

ที่มีขนาดใหญ่โดยเป็นการเชื่อมต่อการสื่อสารโทรคมนาคมข้ามทวีป ผ่านประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เวียดนาม

ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย และจีน โดยเริ่มต้นที่สหราชอาณาจักรลากผ่านน่านน้ำสำคัญคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เข้าสู่คลองสุเอซ ผ่านมายังมหาสมุทรอินเดียเชื่อมโยงช่องแคบมะละกา และทะเลจีนใต้ สิ้นสุดที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นความยาวรวม

 28,๐๐๐ กิโลเมตร ระบบสื่อสัญญาณมีความจุจำนวน 12๐,๐๐๐ วงจร สามารถรองรับการสนทนาทางโทรศัพท์ได้พร้อมกันถึง

 6๐๐,๐๐๐ ราย ส่งสัญญาณด้วยความเร็วสูงถึง 5 กิกะไบต์ต่อวินาที ทำให้โครงการนี้ เป็นโครงการที่เชื่อมยุโรปเข้ากับตะวันออกไกล

 ผ่านเข้าทางตะวันออกกลาง อ่าวเปอร์เซีย และมหาสมุทรอินเดีย เป็นโครงการเคเบิลใต้น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและยาวที่สุดในโลก

 ริเริ่มขึ้นโดยบริษัท ไนเน็กซ์ ซิเต็ม (Nynex System) คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์กลางปี 2540 เชื่อมต่อการสื่อสารข้ามทวีปรวม 16

ประเทศ มูลค่าราว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โยงการสื่อสารให้กับประชากรโลกกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นระบบที่สื่อสัญญาณ

ด้วยเคเบิลที่มีความจุ จำนวน 120,000 วงจร สามารถรองรับการสนทนาทางโทรศัพท์ได้พร้อมกันถึง 600,000 ราย ส่งสัญญาณด้วย

ความเร็วสูงถึง 5 กิกะไบต์ต่อวินาที และจะพัฒนาความเร็วให้สูงขึ้นเป็น 20 -40 กิกะไบต์ต่อวินาที

                   จุดเด่นของโครงการ คือ

 1. เป็นการลงทุนโครงข่ายใต้น้ำที่มีขนาดใหญ่ครังแรกและมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา การจัดสรรเงินทุนที่ยุ่งยากซับซ้อนที่สุด

 2. ได้รับการประกันภัยทางการเมืองจาก Exin สหรัฐอเมริกา และ MITI ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 3. แสดงถึงความร่วมมือขององค์กรต่างทั้งภาครัฐและเอกชนของที่จะสร้างระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำที่ยาวที่สุดในโลก เพื่อให้

เหล่ามวลมนุษย์ชาติไว้ติดต่อสื่อสารกัน อันจะนำมาซึ่งสันติภาพและความสุขร่วมกัน ในส่วนประเทศไทยลงทุนโดย กสท.

และบริษัทเทเลคอม เอเชีย

 

                โครงการแฟล็กในประเทศไทย

 เป็นการวางเคเบิลใต้น้ำจากประเทศอินเดีย (กรุงบอมเบย์) ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ขึ้นบกที่ประเทศมาเลเซีย (ปีนัง) ก่อนที่จะ

มาประเทศไทย (จังหวัดสตูล) จากนั้นเชื่อมมาที่อ่าวไทยจังหวัดสงขลา สำหรับโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำแฟล็กที่เกี่ยวข้องประเทศไทย

 คือ โครงข่ายโครงข่ายแฟล็กยุโรปเอเชีย (FLAG Europe Asia (FEA)) เชื่อมต่อโดยตรงระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย

โครงการเคเบิลใต้น้ำนี้เกิดขึ้นที่แรกที่ประเทศจีน ไทย (สตูลและสงขลา) ซาอุดิอาระเบีย และจอร์แดน โครงการแฟล็กยุโรปเอเชีย

เป็นโครงการที่วางสายเคเบิลใต้น้ำที่ยาวมาก ความจุเริ่มของช่องสัญญาณ คือ 1๐ กิกะบิทต่อวินาที (Gbit/s) ส่วนความยาวประมาณ

 27,๐๐๐ กิโลเมตร แสดงการเชื่อมต่อโครงข่ายแฟล็กยุโรปเอเชีย

 

ลำดับเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยกับการสร้างเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ

ปี พ.ศ.
(ค.ศ.)
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
2507
(1964)
ประเทศไทยเริ่มใช้คู่สายเคเบิลใต้น้ำ
2517
(1971)
ประเทศไทยสร้างข่ายระบบเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงประเทศในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย
2523
(1976)
ประเทศไทยได้ร่วมลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำช่วงอินโดนีเซีย-สิงคโปร์
2526
(1978)
ประเทศไทยได้ร่วมลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำช่วงสิงคโปร์-มาเลเซีย-ไทย
2531
(1983)
การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดสร้างโครงการเคเบิลใต้น้ำเส้นใยนำแสงมาเลเซีย-ไทย
2541
(1993)
เปิดให้บริการโครงการเอเซียอาคเนย์-ตะวันออกกลาง-ยุโรปตะวันตก 3 (SEW-ME-WE 3)
2542
(1994)
ก่อตั้งโครงการเคเบิลใต้น้ำแฟล็ก(FLAG)โดยบริษัท ไนเน็กซ์ ซิสเต็ม (Nynex System)

 

 

ข้อดีของการสื่อสารเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ                                                                               
1. หากเป็นระบบดาวเทียมที่มีระยะทางในการสื่อสารสัญญาณไป-กลับมากกว่า 72,000 กิโลเมตรแล้ว จะมีการหน่วงเวลา

 (Propagation delay) ราว 0.5 วินาที นอกจากนี้สภาพภูมิอากาศยังมีผลต่อการทำงาน ที่เกิดการลดทอนสัญญาณได้ด้วย แต่ระบบ

เคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำมีการหน่วงของเวลาค่อนข้างน้อย ระบบดาวเทียมมีข้อดีคือ ส่งข้อมูลข่าวสารได้มาก และการรับสัญญาณ

ตามพื้นที่ต่างของโลกทำได้ง่ายแต่ ก็ขาดความปลอดภัย ถ้าไม่มีการเข้ารหัสป้องกัน
2. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ลดค่ายใช้จ่ายในการก่อสร้างและบำรุงรักษาระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำได้มาก ถึงแม้ดาวเทียม

จะมีการสื่อสารแบบหลายๆจุด(Multi point) ซึ่งค่อนข้างประหยัดก็ตามแต่ระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำยังได้เปรียบด้านค่าใช้จ่าย

ระหว่างจุดต่อจุด และยังสามารถรับส่งสัญญาณได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย
3. จากการใช้ DS-3 ทำให้ช่วยร่นเวลาในการนำ unactivated capacity ในระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำมาใช้เป็นผล ให้มีการพัฒนา

บริการในระบบดิจิตอลใหม่ๆ เช่น การสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูง video-audio conference ซึ่งต้องการระบบที่มี capacity มากๆ

 และการสื่อสารที่มีคุณภาพสูง 

                ข้อเสียของการสื่อสารเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ

  1. ราคาแพง (High Cost)
  2. การติดตั้งต่อสายยุ่งยาก (Difficulty Taps)
  3. มีความไม่เชื่อถือจากผู้ใช้เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ (Fear of new technology)

 

บทสรุป

ปัจจุบันการสื่อสาระหว่างประเทศมีระบบเคเบิลใต้น้ำเป็นข่ายสื่อสัญญาณเมื่อศึกษาจะเห็นได้ว่า

  1. ต้นทุนของระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำมีแนวโน้มจะต่ำลงเรื่อย ๆ เพราะจะเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนา

ให้มีความสูงและอายุการใช้งานยาวมาก

  1. ระบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำขนาด 1 คู่ เส้นใยรุ่นใหม่มีความจุสัญญาณทราฟฟิกแบบดิจิตอลได้ถึง 1.8 Gbit/s

ในการวางเคเบิลใต้น้ำระบบหนึ่ง ๆ จะบรรจุเส้นใยนำแสงได้หลายคู่ ดังนั้น โดยทั่ว ๆ ไประบบเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ

จะสามารถแบ่งให้มีความจุได้มาก

  1. เคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำสามารถใช้น่านน้ำสากลกว้างใหญ่ไพศาลในการเลือกวางเคเบิลได้และเป็นระบบที่ใช้ความถี่

แสงรับ-ส่งเฉพาะในเส้นใยแก้วเท่านั้น ไม่แผ่กระจายออก จึงไม่มีปัญหาเรื่องความถี่รบกวนกันหรือการแบ่งกันใช้งาน

 อีกทั้งการซ่อมเคเบิลที่เสียหรือชำรุดก็ทำได้ง่าย

 
 

บรรณานุกรม

  1. กสท. การสื่อสารแห่งประเทศไทย. ย้อนอดีตการสื่อสารไทย. กรุงเทพฯ: กราฟิก ซัพพลายส์, 2533.
  2. พันธ์ศักดิ์ ศรีทรัพย์, “TGN อีกบทหนึ่งของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ”, Computer and Electronics world,
 หน้า 45-49, พฤศจิกายน. 2544.

  1. UK. Reliance Globalcom. FLAG Global Transmission. 28 Jan 2008 <http//www.flagtelecom.com.>
  2. www.cattelecom.com/site/th/company.php?cat=112
  3. www.cthai.8m.com/arcable.htm
  4. www.ict2020.in.th/
  5. www.interlink.co.th/about_us.php
  6. www.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/cable.htm
  7. www.learners.in.th/blog/thai-internet/276769.
  8. www.learners.in.th/blog/4810085-hw2
  9. www.sutima-sutima.blogspot.com/
  10. www.thaitelecomkm.org/TTE/topic/attach/Fiber_Optic_Communication_System/index.php
  11. www.th.wikipedia.org/wiki
  12. www.webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:7l09HtHHLG8J:www.doe.eng.cmu.ac.th/

.

 

  

ภัยคุกคามจากเทคโนโลยีสารสนเทศ(Threats of Information technology)

2010 July 7
Posted by meaw8b10

                                                                                                                            ITM 640  เทคโนโลยีการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต

                                                                                        น.ส.สิรินทรา ตันติวุฒิไกร

                                                                                                                            ITM0433  ID : 5307917

ภัยคุกคามจากเทคโนโลยีสารสนเทศ(Threats of Information technology)

โลกไซเบอร์ทุกวันนี้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนแทบตามไม่ทันขณะเดียวกันบรรดามิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสเกาะขบวนรถไฟสายเทคโนโลยีขบวนนี้ด้วย โดยอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ บวกกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และการละเลยในการศึกษาข้อแนะนำต่างๆ ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งเปิดประตูต้อนรับโจรไซเบอร์เข้าโดยไม่รู้ตัว และด้วยหน้าที่การงานทุกวันนี้เราต่างก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ใช้คอมพิวเตอร์” ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เป็นที่สนใจของคนทุกมุมโลกทุกสาขา เทคโนโลยีจึงเป็นที่แพร่หลายและนำมาใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน การเรียนการศึกษาในสมัยนี้จึงมีหลักสูตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเข้าไปด้วย เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญคือ เพราะปัจจุบันนี้อุปกรณ์หลายชนิดก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศพท์ มือถือ PDA GPS ดาวเทียม และไม่นานมานี้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นการบ่งบอกว่าสังคมให้ความสำคัญแก่คอมพิวเตอร์  จึงได้มีการออกพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่กำหนดฐานความผิดและบทลงโทษสำหรับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งกฎหมายที่ผ่านมายังไม่สามารถรองรับหรือครอบคลุมถึง เช่น การกระทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใดๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบฯลฯ

ก่อนอื่นเรามารู้จักคำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ  หรือ ไอที มาจากภาษาอังกฤษว่า Information Technology หรือ IT

- Information แปลเป็นภาษาไทยว่า สารสนเทศ เป็นคำแปลตัวใหม่ที่มากับโลกคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่างจากคำแปลทางทหารที่ใช้กันมาเนิ่นนานว่า ข่าวสาร

- Technology แปลเป็นภาษาไทยว่า เทคโนโลยี

ดังนั้น “ เทคโนโลยี ” หรือ อาซฺโม่ประยุกตวิทยา หรือ เทคนิควิทยา มีความหมายค่อนข้างกว้าง โดยทั่วไปหมายถึง การนำความรู้ทางธรรมชาติวิทยา และต่อเนื่องมาถึง มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้ เช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เทคโนโลยีก่อเกิดผลกระทบต่อ และในพื้นที่ที่มีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องในหลายรูปแบบ เทคโนโลยีได้ช่วยให้สังคมหลาย ๆ แห่งเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้นซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในหลาย ๆ ขั้นตอนของการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีได้ก่อให้ผลผลิตที่ไม่ต้องการ หรือเรียกว่ามลภาวะ เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างที่ถูกนำมาใช้มีผลต่อค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคม เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็มักจะถูกตั้งคำถามทางจริยธรรม

จากการศึกษาแนวโน้มและทิศทางเทคโนโลยีสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศในปี 2010 ว่า ช่องโหและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยช่องโหว่ของโปรแกรมประยุกต์ (Application Security Vulnerability), ช่องโหว่ของการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่ไม่มั่นคงปลอดภัย (Insecure Application Development), การ Hack ข้อมูลผ่าน Wireless, การหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว (Identity theft/ Privacy Information Attack), การต้มตุ๋นหลอกหลวงในรูปแบบ Social Engineering และช่องโหว่ผ่านการใช้ประโยชน์โดยมิชอบจาก Social Network เช่น hi5, Twitter, Facebook, MySpace, Linkedln เป็นต้น
          สำหรับปี 2010 เทรนด์ของภัยคุกคามจะมาจากเว็บเซอร์วิส รวมถึงภัยการใช้ Social Network ดังนั้น ผู้ใช้งาน Social Network ไม่ควรใส่ข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์ได้ง่ายขึ้น โดยอาชญากรไซเบอร์ใช้หาข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อโดยอาศัยข้อมูลจากเครือข่าย Social Network เป็นหลัก
          นอกจากนี้ Gartner Inc. ได้วิเคราะห์เทรนด์ของเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในปี 2010 ได้แก่ 

  1) Cloud Computing ซึ่งเป็นแนวคิดด้านบริการโดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ซึ่งมีข้อดีคือ ลดความซับซ้อนยุ่งยาก อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย สามารถรองรับความต้องการที่หลากหลายกว่า

 2) Advanced Analytics เป็นเครื่องมือที่จะจำลองและวิเคราะห์ Business Process และข้อมูลในองค์กรให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมมากที่สุด
 3) Client Computing Virtualization จะถูกนำมาใช้ในเครื่อง Client ทำให้การเลือกใช้ OS ต่างๆ มีความสำคัญน้อยลง และจะทำให้การบริหารจัดการ Client ทำได้ง่ายขึ้น

 4) IT for Green เป็นการนำไอทีเข้ามาใช้เพื่อลดสภาวะโลกร้อน และยังสามารถใช้สร้างเครื่องมือวิเคราะห์วิธีที่องค์กรจะใช้พลังงานให้ต่ำสุดได้
 5) Reshaping the Data Center เป็นการจัดทำ Data Center ในยุคใหม่ จะมีการออกแบบที่ใช้พื้นที่น้อยลง และลดค่าใช้จ่าย

 6) Social Computing ปัจจุบันสังคมการทำงานเริ่มเปลี่ยนไป องค์กรต่างๆ จะต้องมีการเชื่อมต่อกับชุมชนมากขึ้น ดังนั้นจะมีการนำ Social Network เข้ามาใช้ในองค์กรมากขึ้น 
 7) Security-Activity Monitoring ระบบความปลอดภัยด้านไอทีเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งกำลังพัฒนาไปสู่ความสามารถในการตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้ใช้กำลังทำอยู่ รวมถึงเรื่องของการระบุตัวตน
  8) Flash Memory แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เนื่องจาก Flash Memory มีความเร็วสูงกว่า Rotating Disk ดังนั้นจึงเห็น Storage ใหม่ๆ ที่มีการใช้ Flash Memory ที่เพิ่มขึ้น
 9) Virtualization for Availability สามารถที่จะใช้ Virtualization สำหรับการทำ High Availability ของเซิร์ฟเวอร์ได้
10) Mobile Applications ในปี 2010 ทั่วโลกจะมีโทรศัพท์มือถือถึง 1.2 พันล้านเครื่อง ซึ่งจะทำให้ Application บนโทรศัพท์มือถือมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบน BlackBerry, IPhone

ดังนั้นผู้ใช้เทคโนโลยีทั้งหลายจะต้องระวังภัยที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี เป็นภัยที่ต้องใช้เครื่องมือทางสังคมในการสอดส่อง และกำกับการใช้งาน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงให้ความสำคัญกับการจัดการเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจากเป็นภัยอันตรายต่อความคิดและพฤติกรรมของการบริโภคสื่อ ซึ่งจะมีแนวทางร่วมกันเฝ้าระวังภัยทางเทคโนโลยีอย่างไร ติดตามจากรายงาน ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Security Operation Center เรียกสั้น ๆ ว่า ศูนย์ ISOC จัดตั้งขึ้น โดยความดูแลของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ ประกอบด้วย กรมยุทธการทหารบก กรมการทหารสื่อสาร ศูนย์รักษาความมั่นคงภายใน กองทัพไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองบัญชาการสอบสวนกลาง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังและตอบโต้การกระทำทุกรูปแบบที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง วัฒนธรรม ศีลธรรม การพนัน และสิ่งผิดกฎหมายผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ก่อนอื่นเราทุกคนควรต้องรู้ทันเล่ห์กลลวงที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ซึ่งภัยร้ายดังกล่าว  10  อันดับ ดังนี้

  1. 1.               ภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์และอีเมลล์แปม(Computer Virus and E-mail SPAM) ปัจจุบันไวรัสคอมพิวเตอร์นิยมแพร่ผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อยูเอสบี(USB) เช่น แฟลชไดรฟ์ ทัมบ์ไดรฟ์ และเครื่องเล่นเอ็มพี 3 เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมสแกนไวรัสไม่สามารถตรวจพบไวรัสได้ และเมื่อไวรัสเข้ามาอยู่ในเครื่อง นอกจากจะแพร่ไวรัสในคอมพิวเตอร์แล้ว ยังเป็นการเปิดให้แฮ็กเกอร์เข้ามาทำลายข้อมูลได้อีกเช่นกัน ส่วนสแปมสามารถแพร่ทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น ข้อมูลผู้ใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5 แสนราย มีผู้ติดสแปมถึง 5 หมื่นราย ดังนั้นจึงควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันสแปม เพื่อเป็นการช่วยคัดครองสแปม โดยสแปมเมลล์ (Spam mail) เกิดจากผู้ไม่หวังดีใช้จดหมายอิเลคทรอนิคหรืออีเมลล์เป็นเครื่องมือส่งข้อมูลอันตรายให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งในรูปแบบการแนบไฟล์หรือในรูปแบบของเนื้อหาล่อลวง ส่วนวิธีการป้องกัน คือ ใช้ระบบแอนตี้สแปมและไวรัสป้องกันที่อินเทอร์เน็ตเกตเวย์ หรือใช้ซอฟต์แวร์กรองสแปมเมลล์ในจุดที่ระบบของผู้ใช้รับ-ส่งอีเมลล์จากอินเทอร์เน็ต นอกจากนั้น ถ้าไม่จำเป็นอย่าเผยแพร่อีเมลล์ตนเองในเว็บบอร์ดและเว็บไซต์ของตนเอง แต่ในกรณีจำเป็นควรทำเป็นรูปภาพ หรือ ในรูปเอชทีเอ็มเอลแทน นอกจากนี้ยังมี สปายแวร์ (Spyware) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเข้าชมเว็บไซต์ต่างๆ แบบไม่ระมัดระวังและดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ที่มีสปายแวร์ติดมาด้วย ซึ่งสปายแวร์ก็คือ โปรแกรมเล็กๆที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง (สปาย)การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา โดยมีจุดประสงค์อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่างๆสปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดหน้าต่างโฆษณาบ่อยๆพร้อมกันหลายๆ หน้าต่าง แต่บางตัวอาจจะทำให้ใช้อินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย
  2. 2.               ภัยจากการขโมยข้อมูล (Unauthorized Logical & Physical Access) ข้อมูลสำคัญทางคอมพิวเตอร์จะอยู่ในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งมีวิธีนำออกมา 2 แบบ คือ คนบุกเข้าไปขโมยฮาร์ดดิสก์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และแฮ็กเกอร์เข้าไปขโมยข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ประเภทแรก คือ การเปลี่ยนแปลง ทำลาย ยกเลิก หรือขโมยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ โดยผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่จะกระทำโดยพนักงานในองค์กรนั้นเองเพื่อต้องการปกปิดธุรกรรมที่ไม่ชอบ แต่ถ้าเป็นคนนอกจะเป็นการยากมากที่จะเจาะเข้าไปในระบบได้และส่วนมากจะทำเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้นคือ ผู้ที่พยายามหาวิธีการ หรือหาช่องโหว่ของระบบ เพื่อแอบลักลอบเข้าสู่ระบบ เพื่อล้วงความลับ หรือแอบดูข้อมูลข่าวสาร บางครั้งมีการทำลายข้อมูลข่าวสาร หรือทำความเสียหายให้กับองค์กร เช่น การลบรายชื่อลูกหนี้การค้า การลบรายชื่อผู้ใช้งานในระบบ ยิ่งในปัจจุบันระบบเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก ปัญหาในเรื่องอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในเรื่องแฮกเกอร์ก็มีให้เห็นมากขึ้น ผู้ที่แอบลักลอบเข้าสู่ระบบจึงมาได้จากทั่วโลก และบางครั้งก็ยากที่จะดำเนินการใดๆได้ ลักษณะของการก่อกวนในระบบที่พบเห็นมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบมีวิธีการแตกต่างกัน เทคนิควิธีการที่ใช้ก็แตกต่างกันออกไป
  3. 3.               ภัยที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต (Social Engineering, Identity Theft, Phishing, and Pharming Tactics, etc.) เป็นภัยที่สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินมากที่สุด เช่น การส่งอีเมลล์แจ้งว่าถูกลอตเตอรี่ ให้โอนเงินภาษีไปให้ก่อน หรือส่งอีเมลล์เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ธนาคารต่างๆ ที่ลวงขึ้นมาเพื่อให้เหยื่อกรอกรหัสสมาชิกและรหัสผ่าน ก่อนนำข้อมูลไปทำธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของเงินตัวจริง รวมถึงการโทรศัพท์ลวงถามข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อนำไปทำบัตรเครดิตปลอมด้วย 

Internet  คือสื่อประเภทหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานที่จะใช้ในทางที่ถูกหรือผิดตามวัตถุประสงค์ แต่ในโลกมืดของ  Internet ถ้าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไปในทางที่ผิดก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาดังนี้
- ปัญหา: การถูกล่อลวงไปการทำมิดีมิร้ายซึ่งเกิดจาก Social Engineering
หลีกเลี่ยงการพบคนแปลกหน้าทาง Internet วัยรุ่นมักจะพูดคุยหรือหาเพื่อน มีสังคมของเขาโดยทำการพิมพ์ข้อความเสนทนาผ่านพวก Instant Messenger (IM หรือโปรแกรมสนทนา) สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาที่เราเห็นบ่อยๆ คือการนัดหมายพบปะกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ ไม่ควรนัดพบเจอบุคคลแปลกหน้าในที่ลับตาคน หรือนัดไปกัน 2 ต่อ 2 ถ้าจะมีการพบเจอกันจริงๆ ควรพาเพื่อน หรือบุคคลที่สนิทไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพาไปล่อลวง ข่มขืนหรือกระทำชำเรา
- ปัญหา : การถูกแอบอ้างชื่อไปใช้ในทางที่ไม่ดี( Identity Theft )
หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวเช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์มือถือจริงบนเว็บไซต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน (เว็บไซต์ที่ดีจะมีตัวช่วยในการปกปิดข้อมูลเหล่านี้ได้) – เพราะว่าการที่เราเข้าไปพูดคุยกับคนแปลกหน้านั้น หรือเว็บหาเพื่อน หาคู่ทั้งหลาย ไม่ควรอย่างยิ่ง ที่เราจะให้ข้อมูลส่วนตัวเหล่านั้นไป เพราะเราเองไม่สามารถทราบได้เลยว่าเขามีความคิดอย่างไรกับเรา วันดีคืนดีคุณอาจจะได้รับโทรศัพท์ หรือ SMS ทั้งวันโดยที่นอกจากคุณจะรำคาญแล้ว บางทีอาจจะมีคนโทรมาว่ากล่าวตำหนิคุณเนื่องจากพวกโรคจิตเอาเบอร์โทรศัพท์หรือชื่อเล่นของคุณที่คุณไปโพสต์ไว้ เอาไปโพสต์ต่อไว้ในกระทู้ก็เป็นได้

- ปัญหา : การทำธุรกรรมทางการเงิน ( Phishing, and Pharming Tactics )

 เป็นการหลอกลวงขั้นสูงทางอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของการปลอมแปลง อีเมล์ หรือข้อความที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกให้เหยื่อ            เปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงินหรือข้อมูลส่วนตัวต่างๆ อาทิ ข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขประจำตัวผู้ใช้ (User Name) รหัสผ่าน (Password) หมายเลขบัตรประจำตัว โดยการส่งอีเมล์ หรือข้อความที่อ้างว่ามาจากองค์กรต่างๆ ที่ท่านติดต่อด้วย เช่น บริษัทให้บริการ Internet หรือ ธนาคาร โดยส่งข้อความเพื่อขอให้ท่าน “อัพเดท” หรือ “ยืนยัน” ข้อมูลบัญชีของท่าน หากท่านไม่ตอบกลับอีเมล์ดังกล่าว อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ เพื่อให้อีเมล์ปลอมที่ส่งมานั้นดูสมจริง ผู้ส่งอีเมล์ลวงนี้จะใส่ hyperlink ที่อีเมล์ เพื่อให้เหมือนกับ URL ขององค์กรนั้นๆ จริง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันคือเว็บไซต์ปลอม หรือหน้าต่างที่สร้างขึ้น หรือที่เราเรียกว่า “เว็บไซต์ปลอมแปลง” (Spoofed Website) เมื่อท่านเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมเหล่านี้ ท่านอาจถูกล่อลวงให้กรอกข้อมูลส่วนตัวที่จะถูกส่งไปยังผู้ผลิตเว็บไซต์ลวงเหล่านี้ เพื่อนำข้อมูลของท่านไปใช้ประโยชน์ เช่น ซื้อสินค้า สมัครบัตรเครดิต หรือแม้แต่ทำสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ ในนามของท่าน

- ปัญหา: การที่เด็กเล่นเกมส์มากจนเกินไป
อย่าปล่อยให้บุตรหลานของท่านอยู่บนโลกของเกมส์ออนไลน์มากจนเกินไป – แท้ที่จริงแล้วเกมส์ที่ดีสามารถช่วยในการพัฒนาทักษะ ตรรกะ ไหวพริบ ปฏิภาณฯ แต่สิ่งที่แอบแฝงมากับเกมส์ออนไลน์สมัยนี้กลับกลายเป็น “ยาเสพติด” ทำนองที่ว่า ไม่ติดแต่ขาดไม่ได้ ถ้าความสามารถของตัวละครในเกมส์ไม่เพิ่ม วันนี้ไม่นอน (เสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ)
Ø เกมส์สมัยนี้มีทั้งเรื่องเพศที่แฝงมากับสื่อ ซึ่งโลกความจริงที่คุณและเขาเป็นไม่ได้ แต่โลกเสมือนจริงนั้นทำได้ ตัวตนแท้จริงของผู้เล่นเป็นเด็กผู้ชาย แต่อยากกลายเป็นผู้หญิงทำให้ความคิดของเด็กถูกสิ่งเร้าและอยากให้เกิดความรู้สึกในการเบี่ยงแบนทางเพศ
Ø การซื้อขายของในโลกเสมือนจริง การซื้อบัตรเติมเงินเพื่อแลกของหรือ Item ในเกมส์ที่มาในรูปแบบของการซื้อการ์ดตามร้านสะดวกซื้อ หรือผ่านโทรศัพท์มือถือในการเติมแต้ม ซึ่งโลกความจริงคุณกำลังเอาเงินไปแลกกับรหัส 0 กับ 1 เพื่อให้ได้ความรู้สึกว่า คุณแข็งแกร่งมากในเกมส์ แต่คุณกลับอ่อนแอมากในโลกความจริง พ่อแม่ควรอบรมดูแลให้เด็กได้เรียนรู้จักโลกความจริง โลกเสมือนจริง ให้เขาได้เข้าใจและแยกแยะได้ และเด็กบางคนไม่เข้าใจว่าเงินที่พ่อแม่หามาได้อย่างยากลำบากนั้นกำลังสูญไปกับความบันเทิงที่จับต้องไม่ได้
Ø เกมส์มีความทารุณโหดเหี้ยม ซึ่งไม่เหมาะสมกับเด็ก การที่เด็กไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเกมส์บางเกมส์ไม่เหมาะสำหรับอายุของเขา ควรแนะนำว่าอย่าปล่อยให้เขาเล่น แม้จะมีความรู้สึกว่ามันไม่เสียหาย แต่เป็นเพราะว่าเกมส์ที่ยิงกันมีเลือดพุ่ง มีการทำร้ายร่างกายกัน สิ่งเหล่านี้เด็กสามารถรับ และซึมซับได้ง่ายอย่างมาก และส่งผลต่อความคิด การกระทำของเขาเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ บางทีเขาอาจจะหยิบมีดแทงใครซักคนด้วยความแค้นโดยที่เขาไม่รู้สึกผิดก็ได้
- ปัญหา : การที่เด็กดูสื่อลามกอานาจาร ส่งผลให้เด็กมีนิสัยที่ขัดต่อวัฒนธรรม
ควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้บุตรหลานของคุณใช้เน็ตในที่ลับตาคนบางครอบครัวเอาคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอนของลูกๆ โดยที่ไม่ได้สอดส่องดูแล จึงมักจะเป็นข่าวที่ว่า มีนัดหมายกันออกไปและกระทำผิดทางเพศกัน บางรายที่พ่อแม่ซื้อกล้อง (Webcam) ให้ลูกก็มีข่าวถึงการโชว์เนื้อหนังผ่านทางกล้องและถูกบันทึกไปลงใน Internet และถูกข่มขู่กันก็มี หรือบางรายถูกล่อลวงหายไปจากบ้านจนพ่อแม่ต้องไปแจ้งความ หรือบางรายถูกข่มขู่ให้ทำผิดทางเพศก็มี อยากจะแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ พ่อแม่ควรจะสอดส่องดูแล ควรตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในที่ๆผู้ปกครองสามารถสอดส่องดูแลเขาได้ หรือควรจะตรวจเช็คประวัติการใช้งานของลูกคุณบ้าง คอยตักเตือนเขาเมื่อเข้าไปในเว็บที่ไม่เหมาะสมพ่อแม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีให้เป็นและใช้เวลากับเขาด้วย
- ปัญหา : การที่เด็กก้าวร้าว เนื่องจาก ติด internet ทำให้ไม่สุงสิงกับครอบครัว หรืออาจเกิดจากผู้ปกครองไม่ควบคุมดูแลหรือดูแลไม่ทั่วถึงควรหลีกเลี่ยงในการโพสต์ด่าด้วยข้อความหยาบคาย เขียนข้อความที่ลบหลู่ในเรื่องของบุคคล ชาติ ศาสนา หรือพระมหากษัตริย์ หรือส่งต่ออีเมล์ที่มีเนื้อหาข้อความดังกล่าวข้างต้นไปยังผู้อื่นโดยขาดสำนึก และรับผิดชอบ อย่างรูปที่ไม่เหมาะสม คลิ๊ปวีดีโอจากโทรศัพท์ การเขียนข้อความด่าทอเพื่อความสะใจ หรือคำติฉินนินทาผุ้อื่นนั้น สามารถเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้ เพราะทุกๆข้อความที่คุณโพสต์จะมี IP Address ในการใช้งาน และสิ่งที่เป็นเรื่องไม่ดีนั้นสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ซึ่งคุณอาจจะเป็นชนวนหรือตัวแปรตัวหนึ่งในการตัดสินและทำลายชีวิตคนอื่นให้พังได้เพียงแค่คลิ๊กเดียวเท่านั้น
- ปัญหา : มีคนมาเผยแพร่บทความ ทำให้ง่ายต่อการหา downloadsหลีกเลี่ยงการใช้งาน ซอฟแวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์
หลายๆ คนอาจจะชอบใช้ซอฟแวร์ที่ผิดกฎหมาย บางคนก็ดาวโหลดเพลง หนัง ละคร โปรแกรม มาเพื่อใช้งาน แต่ถ้าทุกคนละเมิดลิขสิทธิ์หรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้เชื่อได้เลยว่าการทุ่มเทเวลาของคนที่สร้างสรรค์ผลงานอาจจะกลายเป็นของราคาถูกโดยการขาดจิตสำนึกของผู้ใช้งาน อย่าสร้างค่านิยมผิดๆ ที่ว่า ใช้ของ copy แล้วไม่เสียหาย เพราะใครๆ เขาก็ใช้กัน
- ปัญหา :โฆษณาตาม internet และเด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นและ เปิดตามเข้าไปดูเพื่อคายความสงสัย

หลีกเลี่ยงการเปิดเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม เช่น เว็บโป๊ เว็บที่มีภาพยั่วยวนทางเพศ เว็บไซต์ที่มีการดาวโหลดซอฟแวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ เว็บไซต์ที่สอนการโจรกรรมข้อมูลฯ เพราะเว็บไซต์เหล่านี้ตัวคุณเองอาจจะเป็นคนถูกโจรกรรมข้อมูลเสียงเอง หรือได้รับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาในเครื่อง อย่างเช่นไวรัส หรือหนอนคอมพิวเตอร์ (Worms) และสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือถ้าบุตรหลานของคุณใช้งานคอมพิวเตอร์อยู่ แล้วอยู่ดีๆ มีหน้าต่างที่เปิดขึ้นเองอัตโนมัติเป็นรูปที่ไม่พึงประสงค์ และพวกเขาเข้าไปคลิ๊ก อะไรจะเกิดขึ้น
- ปัญหา : ผู้ที่เปิดให้บริการทาง website มีบริการโฆษณา และไม่ได้ตรวจให้มั่นใจว่าผู้มาใช้บริการคือใคร ทำให้เกิดการล่อลวงขึ้นระวังอย่าหลงเชื่อคำโฆษณา หลวงลวง ต้มตุ๋น จากการซื้อขายสินค้าผ่านสื่อ Internet
เนื่องจากสินค้าที่คุณซื้ออาจจะเป็นของปลอม หรือของไม่ได้คุณภาพก็ได้ อย่าคิดแต่ได้ของถูก ใช้งานแบบว่าได้ผลทันตาเห็นแบบดื่มปุ๊บกินปั๊บคุณกลายเป็นยอดมนุษย์ พวกมิจฉาชีพส่วนใหญ่มักจะให้คุณโอนเงินไปก่อนเสมอ และลวงให้คุณกรอกที่อยู่ ทั้งๆ ที่คนเลวพวกนี้ไม่มีที่อยู่จริง บ้างก็จะปิดโทรศัพท์หนีหายหลังจากที่คุณโอนเงินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มี เรื่องของการซื้อขายของสินค้าควรศึกษาให้ดีถึงตัวเว็บไซต์ที่ทำการเปิดขายว่ามีคุณภาพหรือไม่ หรือคุณภาพของสินค้าเองก็ดี หรือเว็บไซต์นั้นๆ มีการจัดระดับความน่าเชื่อถือของผู้ขายสินค้าหรือไม่ มีที่อยู่ติดต่อที่สามารถตามผู้ซื้อได้ไหม
- ปัญหา : เมื่อได้รับจดหมายลูกโซ่จากเพื่อนแล้ว เกิดการกลัวเรื่องที่เขาส่งมาจึงทำให้เราส่งจดหมายต่อๆไป
อย่าหลงเชื่อจดหมายลูกโซ่ จดหมายเวียน หรือโฆษณาชวนเชื่อ – เช่นถ้าคุณได้รับจดหมายฉบับนี้ ให้ส่งไปหาเพื่อนอีก 15 คนแล้วคุณจะได้รับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ตัวคุณเองจะกลายเป็นคนปล่อยเมล์ขยะเสียเอง
- ปัญหา : การเอาเมลล์ไปปล่อยใน website ต่างๆ เช่น การสมัครสมาชิก หรือการตอบกระทู้ต่างๆอย่าเปิดอ่าน e-mail หรือรับ fileจากคนที่คุณไม่รู้จัก เพราะสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อาจทำให้เครื่องของคุณไม่สามารถใช้งานได้ก็เป็นได้ หรือบางทีคุณอาจจะได้รับเมล์ขยะเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาลโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย เพราะการที่คุณเปิดอ่านจะมีการส่งข้อมูลกลับไปยังผู้ส่ง Spam mail (เมล์ขยะ) ว่าอีเมล์ของคนที่เปิดอ่านยังมีการใช้งานอยู่ เพราะฉะนั้นคนส่งก็ยิ่งส่งมาเพิ่มให้อีก
- ปัญหา : ความอยากรู้อยากลองของคนเราอย่าหลงเข้าไปเล่นการพนันบน Internet
อาจทำให้คุณหมดตัวจากบัตรเครดิต หมดเนื้อหมดตัวโดยไม่รู้ตัว เว็บพวกนี้มันจะลวงให้ผู้เล่นเข้าไปเล่นโดยจะบอกว่าให้เงินทดลองเล่น เมื่อผู้เล่นติด ภายหลังคุณอาจจะเพิ่งคิดได้ว่า”โลกนี้คนเราก็แพ้เป็นเหมือนกัน และการหมดตัวเพียงชั่วเวลาแป๊บเดียวมันมีจริง” เรื่องบางเรื่องไม่ไกลเกินนิ้วมือที่คลิ๊กจริงๆ
4. ภัยจาก Web Application Hacking  เป็นภัยจากแฮ็กเกอร์ที่เข้ามาเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ให้ไม่สามารถใช้งานได้ อย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีที ไทยโพสต์ และไอเอ็นเอ็น เป็นต้น ซึ่งในอดีตกลุ่มแฮ็กเกอร์แค่ทำเป็นเรื่องสนุก แต่ปัจจุบันแฮ็กเกอร์ทำเพื่อต้องการเงิน และเปลี่ยนรูปแบบการแฮ็กเกอร์หน้าแรกของเว็บไซต์มาเป็นหน้าเว็บไซต์ด้านใน เพื่อฝังตัวและรอจังหวะล้วงข้อมูลความลับจากองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะองค์กรด้านข่าวสารอาจถูกกลุ่มแฮ็กเกอร์เฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ
5. โปรแกรมดาวน์โหลด, การโจมตีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Cyber Terrorist/Critical Infrastructure Attack (SCADA attack))เกิดจากการเจาะระบบเพื่อโจมตีระบบสาธารณูปโภค เคยเกิดขึ้นแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2551 เจ้าหน้าที่ประเทศหนึ่งจับกุมเด็กชายวัย 14 ปีฐานดัดแปลงรีโมทคอนโทรลสลับรางรถไฟจนเกิดอบุติเหตุรถไฟชนกันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐกังวลใจต่อเรื่องนี้มาก จึงลองให้แฮ็กเกอร์เจาะระบบเข้าไปควบคุมระบบการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จภายในไม่กี่นาที

6. ภัยจาก Spyware, ม้าโทรจัน (Trojan Horses), Keylogger and BHO แฮ็กเกอร์จะส่งตัวไวรัสหรือสปายแวร์ เข้าไปฝังในเครื่องคอมพิวเตอร์ทางช่องโหว่ต่างๆ ของระบบปฏิบัติการ แล้วสปายแวร์จะแจ้งกลับมาที่แฮ็กเกอร์ว่ามันกำลังเกาะอยู่ในเครื่องไหน แล้วเมื่อนั้นก็เสมือนเปิดประตูต้อนรับแฮ็กเกอร์เข้ามาใช้เครื่องแทนคุณนั่นเอง 
บิทเฟนเดอร์ ประเทศไทย หรือ Bitdefender (Thailand) ธุรกิจซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่มีประสิทธิภาพจากประเทศโรมาเนียเปิดเผยภัยร้ายรายเดือนที่กำลังคุกคามเครื่องคอมพิเตอร์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยงานนี้ บิทเฟนเดอร์ แล็ป ได้ทำการสรุป 5 อันดับเจ้าตัวร้าย ที่การแพร่กระจายมาจากโปรแกรมดาวโหลด (Torrent ) ที่เรียกกันว่า “Warez” และโปรแกรมการสื่อสารแบบเครื่องต่อเครื่อง หรือที่เรียกกันว่า “peer-to-peerplatform” ผ่านทางเว็บฟรีดาวน์โหลดต่างๆ (เว็บบิททอเร้นท์ ที่กำลังฮอตในหมู่นักท่องเน็ตในบ้านเรานั่นเอง)
เริ่มกันที่ อันดับที่ 1 Trojan.Clicker.CM ม้าโทรจันสายพันธุ์นี้พบมากในเว็บไซต์ที่มีการแชร์ไฟล์กัน เช่นเว็บทอร์แรนด์ต่าง ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “Warez” และพบมากในเว็บที่มีการโพสต์พวกโฆษณาและสื่อล่อลวงต่างๆ เช่น ลิงค์เว็บโป๊, ฟรีเกมส์ออนไลน์เป็นต้น
อันดับที่ 2 Trojan.AutorunInf.Gen เจ้าม้าโทรจันสายพันธุ์นี้จะติดมากับ อุปกรณ์ Removable ต่างๆ เช่น FashDrive, Memory Card,External Harddrive เป็นต้น โดยเจ้าโทรจันตัวนี้จะเข้าไปฝังตัวใน Win32.Worm.Downadup and Worm.Zimuse เพื่อเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ใช้ต้องพึงระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปโอนถ่ายข้อมูลกับบุคคลอื่น เพราะมีเปอร์เซ็นเสี่ยงสูงมาก
อันดับที่ 3 Win32.Worm.Downadup.Gen โดยเจ้าตัวร้ายตัวนี้ จะเข้ามาทาง Microsoft Windows Server Service RPC ผ่านทางรีโมทโค้ตมันจะจู่โจมเข้ามาในระบบเครือข่ายภายในองค์กร ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถอัพเดท Windowsและ ระบบ Securityได้ นอกจากนี้เจ้าวายร้ายยังปลอมตัวเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพื่อตบตาไม่ให้ผู้ใช้ทำการลบมันทิ้ง ดังนั้นวิธีการป้องกันเจ้าวายร้ายตัวนี้ คือการมั้นอัพเดทระบบและซอฟแวร์ป้องกันไวรัสบ่อยๆ ก็จะสามารถช่วยได้เลยทีเดียว
อันดับที่ 4 Exploit.PDF-JS.Gen ไวรัสสายพันธุ์นี้จะมาในรูปแบบของไฟล์PDF โดยจะเข้าไปในช่องโหว่ของโปรแกรม AdobePDF Reader เมื่อไฟล์ PDF ถูกเปิด Javascriptcode จะสั่งดาวโหลดอัตโนมัติและเมื่อนั้นเจ้าไวรัสสายพันธุ์นี้ก็จะเข้าไปจู่โจมทำลายหรือขโมยข้อมูลสำคัญจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต้องการดาวน์โหลด ไฟล์ PDF ขอให้ผู้ใช้ได้ทำการสแกนไฟล์ก่อนทำการเปิดใช้งานจะเป็นการช่วยป้องกันได้ในอีกสเตปหนึ่ง
อันดับที่ 5 Trojan.Wimad.Gen.1 พบมากบนเว็บที่ให้บริการดาวน์โหลดซอฟแวร์(Torrent)หรือไฟล์วีดีโอ, ไฟล์หนังต่าง ๆ(เว็บบิททอเร็นนั่นเอง)มันสามารถแฝงตัวและเชื่อมต่อกับ URL และดาวโหลดไวรัสแถมมาให้คุณตามCodec ของไฟล์วีดีโอนั้นๆ

7. ภัยจาก Network infrastructure overloading กำลังเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เกิดจากการดาวน์โหลดไฟล์คลิป ไฟล์ภาพยนตร์ จนทำให้อินเทอร์เน็ตช้าและระบบอาจล่มในที่สุด 
8. ภัยจาก Rush in Development for E-Business/M-Business เป็นระบบการใช้บริการที่เน้นความรวดเร็ว อย่าง ระบบ อี-แบงคกิ้ง อาจเป็นช่องว่างให้แฮ็กเกอร์เจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลรหัสลับที่ส่งมาจากระบบบริการที่เน้นความรวดเร็วทันใจมาใช้แทนคุณ

 – การขโมยหมายเลขบัตรเครดิต เมื่อจะซื้อสินค้าและชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านทางอินเทอร์เน็ต จะต้องแน่ใจว่าระบบมีการรักษาความปลอดภัย ซึ่งสังเกตง่าย ๆ จากมุมขวาล่างของเว็บไซต์จะมีรูปกุญแจล็อกอยู่ หรือที่อยู่เว็บไซต์หรือ URL จะระบุ https://        

-  การแอบอ้างตัว  เป็นการแอบอ้างตัวของผู้กระทำต่อบุคคลที่สามว่าตนเป็นอีกคนหนึ่ง เช่นนำ หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต หนังสือเดินทาง และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ของผู้ถูกกระทำไปใช้แอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์

-  การสแกมทางคอมพิวเตอร์ เป็นการกระทำโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงผู้อื่น ปัจจุบันมีรูปแบบที่แตกต่างกันมากมาย 

       9. ภัยจาก Script Kiddies inside Organization  เป็นการนำเครื่องมือของระบบการรักษาความปลอดภัย และเครื่องมือ         ระบบการแฮ็กกิ้งไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงการใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ช่วยให้มิจฉาชีพทำงานได้ง่ายขึ้นทุกวันเพราะช่องทางการบุกรุกสามารถมาได้จากทุกที่ทุกเวลา
       10. ภัยจากการละเลยคำเตือนของระบบการระวังภัย (Information Security)  ขาดการวางแผนและการจัดระบบความปลอดภัยในคอมพิวเตอร์ดังนี้ การรักษาความปลอดภัยในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, การรักษาความปลอดภัยในระบบฐานข้อมูล, การรักษาความปลอดภัยในเครือข่ายการสื่อสารข้อมูล, การป้องกันทางกายภาพ,การวิเคราะห์ความเสี่ยง, ประเด็นในแง่กฎหมาย, จรรยาบรรณในเรื่องความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่นหากมีการสร้างการล็อกอินลวงระบบจะมีการแจ้งเตือน
        นอกจากภัยเหล่านี้แล้วการใช้เทคโนโลยียังนำโรคภัยอันมากมายตามมา การใช้เทคโนโลยีผ่านคอมพิวเตอร์จะไม่เป็นอันตรายหากว่าคุณไม่ใช้มันจนติดเป็นนิสัย ซึ่งหมายความว่า นั่งจมจ่อมอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เกือบจะตลอดวันและทุกวัน คนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ้างเป็นบางครั้งคราวย่อมไม่ได้เจ็บป่วยเพราะคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนก็จะได้รับผลกระทบจากเครื่องใช้ไฮเทคนี้มาก น้อย ช้า เร็วไม่เหมือนกัน หลายๆ อาการเจ็บป่วยจากคอมพิวเตอร์นั้น อาจจะเป็นสิ่งที่เรารู้กันดี แต่บางครั้งก็หลงลืม ซึ่งโรคต่างๆที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีผ่านคอมพิวเตอร์มีดังนี้   
1. โรคท้องร่วงเพราะคีย์บอร์ด โรคที่ตั้งชื่อตามตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ดว่า Qwerty Tummy อาจระบาดในที่ทำงานได้ หากว่าแป้นคีย์บอร์ดมีแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ และผู้ใช้รับประทานอาหารไปพร้อมกับใช้งานคีย์บอร์ดเครื่องคอมพ์ด้วย การศึกษาครั้งนี้ แสดงว่าคีย์บอร์ดเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียที่น่ากลัวด้วยคนทำงาน 1 ใน 10 ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ด และ 20% ไม่เคยทำความสะอาดเมาส์ ขณะที่ 50% ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดภายในเวลาหนึ่งเดือน
นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบการทำงานสมัยใหม่ ที่พนักงานต้องย้ายโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาไม่มีทางรู้ว่า ใครใช้คีย์บอร์ดที่กำลังใช้อยู่และใช้งานอย่างไรบ้าง ทางแก้ไขคือ ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จึงควรทำทั้งที่บ้านและที่ทำงานควรทำความสะอาดคีย์บอร์ดเป็นประจำไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย วิธีการคือ ทำความสะอาดด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำหมาดๆ ที่สำคัญคือ อย่าลืมถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ก่อน

2. โรคปวดตา เพราะการใช้คอมพิวเตอร์ทำให้ตาต้องจ้องจอสว่างๆ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพสายตา จึงควรระวังแสงที่จะส่องตรงมา โดยเฉพาะแสงจากด้านหลังของจอคอมพิวเตอร์ ควรให้แสงเข้ามาด้านข้าง (ด้านขวาก็จะดี) ถ้าเป็นไปได้ให้ติดแผ่นป้องกันรังสี รวมทั้งปรับความสว่างของจอให้เหมาะสมกับดวงตา การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่เพียงทำให้เกิดอาการปวดตาเท่านั้น แต่อาจเป็นสาเหตุของโรคต้อหินในอนาคตด้วยโดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่สายตาสั้น นอกจากนี้ จอคอมพิวเตอร์ที่สั่นไหว หรือเป็นคลื่นนั้นควรจะยกไปซ่อมซะ ควรละสายตาจากจอบ้างเป็นครั้งเป็นคราว กระพริบตาเป็นระยะ เพราะดวงตาของคุณต้องการความชุ่มชื้น
3. โรคเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ ปรับระดับความสูงของเก้าอี้หรือโต๊ะที่วางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ข้อศอกอยู่ในมุม 90-100 องศา วางคีย์บอร์ดให้เหมาะ เวลาใช้คีย์บอร์ดจะได้ไม่ต้องงอมือให้อยู่ในท่าที่ไม่สะดวกสบาย ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น ควรพิมพ์คีย์บอร์ดและใช้เมาส์อย่างเบามือ ถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายข้อมือและนิ้วบ้าง หากสามารถทำงานด้วยวิธีการอื่นโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะและทำซะ
4. ปวดคอและหลัง สำรวจท่านั่งเวลาทำงานของตัวเอง ควรนั่งตัวตรง ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 18-24 นิ้ว เก้าอี้ที่ดีควรจะมีล้อ สามารถปรับพนักพิงได้ และต้องมีที่วางแขน โต๊ะควรจะมีพื้นที่ว่างสำหรับวางเครื่องมืออื่นๆ ในการทำงาน
และสุดท้ายที่อยากตระหนักกันให้มากคือ อันตรายคลื่นลูกใหม่ที่มาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและหลอดภาพของจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเราเปิดเครื่องใช้ก็จะมีรังสีแผ่ออกมา จึงไม่ควรนั่งใกล้จอเกินไป โดยเฉพาะเวลาใช้แล็ปท็อปซึ่งทำให้เราต้องนั่งใกล้เครื่องมากกว่าพีซี ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แผ่นป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอคอมพิวเตอร์ที่ไม่แผ่พลังรังสีไฟฟ้าออกมา แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ปลอดภัยกว่า หากไม่ใช้เครื่องก็ควรปิด โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องนอน        

                จากการสำรวจความเสียหายที่เกิดจากภัยคุกคามทางเทคโนโลยีในปี พ.ศ. 2552 จาก 2,100 บริษัททั่วโลกพบว่าบริษัทในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีอัตราความเสียหายมากที่สุดในโลก คือ ร้อยละ 89 ทั้งนี้ ได้รับความเสียหายจากภัยคุกคามดังกล่าว 200 ล้านเหรียญหรือประมาณ 6,500ล้านบาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้แก่ ข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัท ทรัพย์สินทางปัญญา และข้อมูลบัตรเครดิต อนึ่ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ได้รายงานว่าได้เกิดการโจมตีแบบ “ปฏิเสธการให้บริการ  (Denial of Service)” บนเว็บต่างๆ ของรัฐสภาออสเตรเลียทำให้ไม่สามารถให้บริการได้เป็นเวลา 1 วัน ซึ่งทางการออสเตรเลียคาดว่าผู้มีส่วนร่วมในการโจมตีมีประมาณ 500 คน สำหรับวิธีการโจมตีครั้งนี้ผู้โจมตีได้ส่งคำขอใช้บริการไปยังเว็บของรัฐสภาออสเตรเลียเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกันทำให้เว็บทำงานหนักและหยุดชะงักการให้บริการ นอกจากนี้เวปใหญ่เว็บกูเกิล เว็บรัฐสภาออสเตรเลีย และเว็บรัฐสภาสหรัฐอเมริกากว่า 40 เว็บ เป็นต้น ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมาจึงได้มีการหยิบยกประเด็นปัญหาภัยคุกคามทางเทคโนโลยีไปพิจารณาบนเวที “ประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 40 (World Economic Forum Annual Meeting 40)” เมื่อเดือนมกราคม 2553 ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ว่าจะมีการร่างสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องดังกล่าวขึ้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามเทคโนโลยีระหว่างประเทศ สำหรับภัยคุกคามทางเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นทั่วโลกนั้น  ทำให้หลายประเทศต้องหาทางป้องกันและปราบปรามด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ ร่างสนธิสัญญาว่าด้วยการป้องกันภัยคุกคามทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศ ออกกฎหมายคุ้มครองผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จัดซื้ออุปกรณ์รักษาความปลอดภัย จัดจ้างเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ และวางแผนติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย  เมื่อเดือนธันวาคม 2552 ได้คาดการณ์แนวโน้มภัยคุกคามทางเทคโนโลยีที่ต้องระวังในปี พ.ศ. 2553 แนวโน้มที่หนึ่ง คือ โปรแกรมประสงค์ร้าย หรือ “มัลแวร์ (Malware)” ซึ่งจะมีมัลแวร์ชนิดใหม่ๆ ที่ยากต่อการตรวจพบและทำลาย แนวโน้มที่สอง คือ “การโจมตีโดยใช้วิศวกรรมสังคม (Social Engineering Attack)”  โดยผู้โจมตีจะมุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ใช้ปลายทางแล้วหลอกลวงและเกลี้ยกล่อมทางสังคมให้ผู้ใช้บอกความลับให้ แนวโน้มที่สาม คือ การหลอกให้ใช้ “ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสปลอม (Rogue Security Software)” ผู้โจมตีจะใช้วิธีล่อลวงให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสปลอม ทำให้ผู้ที่หลงซื้อซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสปลอมเสียทั้งเงินและข้อมูลส่วนตัว แนวโน้มที่สี่ คือ “การโจมตีผ่านการสืบค้นข้อมูล (Search Engine Optimization)” จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่ต้องการผ่านเว็บสืบค้นข้อมูล อาทิ กูเกิลและยะฮู เป็นต้น ซึ่งลิงก์ที่มีมัลแวร์แฝงอยู่จะปรากฏใกล้กับตำแหน่งสูงสุดของผลการค้นหา เมื่อผู้ใช้หลงกลคลิกเข้าไปในลิงค์ที่มีมัลแวร์แฝงอยู่จะส่งผลให้ลิงค์นั้นมีจำนวนคลิกที่มากขึ้นและทำให้ลิงก์ปรากฏอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ของการค้นหา วิธีการนี้จึงทำให้ผู้ใช้เสียเวลาไปกับการเข้าเว็บที่ไม่ต้องการ แนวโน้มที่ห้า คือ “วินโดว์สเซเวน (Windows 7)” จะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเพราะเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาเมื่อไม่นาน และคาดว่าจะมีผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นจากหลายช่องทาง อาทิ คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ เป็นต้น และแนวโน้มที่หก คือ การเกิด “มัลแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้าน (Specific Malware)” อาทิ มัลแวร์ที่โจมตีระบบเอทีเอ็ม  และมัลแวร์ที่โจมตีระบบการโหวตผ่านโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับรายการเรียลลิตี้โชว์หรือการแข่งขันรูปแบบต่างๆ เป็นต้น ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 “โซฟอส (Sophos)” บริษัทด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ได้จัดอันดับ 10 ประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของมัลแวร์และการโจมตีแบบฟิชชิ่งมากที่สุดในปี พ.ศ. 2552 อันดับที่หนึ่ง คือ สหรัฐอเมริกา มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 37.4 อันดับที่สอง คือ รัสเซีย ขยายตัวร้อยละ 12.8 อันดับที่สาม คือ  จีน ขยายตัวร้อยละ 11.2 อันดับที่สี่ คือ เปรู ขยายตัวร้อยละ 3.7 อันดับที่ห้า คือ เยอรมนี ขยายตัวร้อยละ 2.6 อันดับที่หก คือ เกาหลีใต้ ขยายตัวร้อยละ 2.4 อันดับที่เจ็ด คือ โปแลนด์ ขยายตัวร้อยละ 2.1 อันดับที่แปด คือ ไทยขยายตัวร้อยละ 2 อันดับที่เก้า คือ ตุรกี ขยายร้อยละ 1.9 และอันดับที่สิบ คือ สหราชอาณาจักรรขยายตัวร้อยละ 1.6 น่าสังเกตว่าประเทศไทยติดอันดับที่ 8 ฉะนั้น ชาวไทยจึงควรสนใจหาทางปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยีให้มากขึ้น จากข้อมูลดังกล่าว แนวโน้มภัยคุกคามทางเทคโนโลยีดูจะรุนแรง ซับซ้อน และเปลี่ยนรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ฉะนั้นการศึกษาข้อมูล หรือคำแนะนำต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนควรกระทำ เพื่อการใช้คอมพิวเตอร์อย่างรู้เท่าทัน และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นทั้งต่อตนเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ก่อนอื่นควรศึกษาเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัย ดังนี้
        1. เทคโนโลยี Two-Factor Authentication ปัจจุบันการระบุตัวตนในโลกอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่ใช้เพียง username และ password ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่มิจฉาชีพอาจขโมยข้อมูลและปลอมตัวเพื่อแสวงประโยชน์ได้ (Identity Threat) เทคโนโลยีนี้จึงมีแนวโน้มเข้ามาอุดช่องโหว่ ด้วยการใช้ Token หรือ Smart card ID เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มปัจจัยในการพิสูจน์ตัวตน ซึ่งมีความจำเป็นโดยเฉพาะกับการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ และธุรกิจ E-Commerce
       2. เทคโนโลยี Single Sign On (SSO) เข้าระบบต่างๆ ด้วยรายชื่อเดียว โดยเชื่อมทุกแอปพลิเคชันเข้าด้วยกัน ซึ่งมีความจำเป็นมากในยุค Social Networking ช่วยให้เราไม่ต้องจำ username / password จำนวนมาก สำหรับอีเมล์, chat, web page รวมไปถึงการใช้บริการ Wi-Fi / Bluetooth / WIMAX / 3G / 802.15.4 สำหรับผู้ให้บริการ เป็นต้น
        3. เทคโนโลยี Cloud Computing เมื่อมีการเก็บข้อมูลและใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ มากขึ้นตามการขยายตัวของระบบงานไอที ส่งผลให้เครื่องแม่ข่ายต้องประมวลผลการทำงานขนาดใหญ่ ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในเวลาอันรวดเร็ว จึงมีแนวคิดเทคโนโลยี Clustering เพื่อแชร์ทรัพยากรการประมวลผลที่ทำงานพร้อมกันหลายเครื่องได้ เมื่อนำแอปพลิเคชันมาใช้ร่วมกับเทคนิคนี้ รวมเรียกว่า Cloud Computing ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานแอปพลิเคชันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ปราศจากข้อจำกัดทางกายภาพ เข้าสู่ยุคโลกเสมือนจริงทางคอมพิวเตอร์ (visualization) ทั้งยังช่วยลดทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ ถือเป็นไอทีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green IT) อีกด้วย
       4. เทคโนโลยี Information Security Compliance Law โลกไอทีเจริญเติบโตไม่หยุดนิ่ง ด้วยมาตรฐานที่หลากหลาย โดยเฉพาะในด้านระบบความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ จึงมีแนวโน้มจัดมาตรฐานเป็นหมวดหมู่ให้สอดคล้องกับความปลอดภัยข้อมูลในองค์กร โดยนำ Log ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานมาจัดเปรียบเทียบตามมาตรฐานต่างๆ เช่น ISO27001 สำหรับความปลอดภัยในองค์กร, PCI / DSS สำหรับการทำธุรกรรมการเงิน , HIPAA สำหรับธุรกิจโรงพยาบาล หรือ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่มีเป้าหมายเพื่อสืบหาผู้กระทำความผิดด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
        5. เทคโนโลยี Wi-Fi Mesh Connection การใช้งานระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายที่แพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งต้องเชื่อมโยงผ่าน Access Point นั้น สามารถเชื่อมต่อแบบ Mesh (ตาข่าย) เพื่อเข้าถึงโลกออนไลน์ได้สะดวกขึ้น ผู้ให้บริการ Wi-Fi จึงมีแนวโน้มใช้แอปพลิเคชันในการเก็บบันทึกการใช้งานผู้ใช้ (Accounting Billing) และนำระบบ NIDS (Network Intrusion Detection System) มาใช้ เพื่อเฝ้าระวังการบุกรุกหลากรูปแบบ เช่น การดักข้อมูล, การ crack ค่า wireless เพื่อเข้าถึงระบบ หรือปลอมตัวเป็นบุคคลอื่นโดยมิชอบ เป็นต้น
       6. เทคโนโลยีป้องกันทางเกตเวย์แบบรวมศูนย์ (Unified Threat Management) ถึงแม้เทคโนโลยีนี้จะใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่ก็ยังต้องกล่าวถึงเนื่องจากธุรกิจในอนาคตมีแนวโน้มเป็น SME มากขึ้น และเทคโนโลยีนี้ถือได้ว่ามีประโยชน์กับธุรกิจขนาดเล็ก เพราะผนวกการป้องกันในรูปแบบ Firewall / Gateway, เทคโนโลยีป้องกันข้อมูลขยะ (Spam) การโจมตีของ Malware/virus/worm รวมถึงการใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม (Content filtering) รวมอยู่ในอุปกรณ์เดียว
       7. เทคโนโลยีเฝ้าระวังเชิงลึก (Network Forensics) การกลายพันธุ์ของ Virus/worm computer ทำให้ยากแก่การตรวจจับด้วยเทคนิคเดิม รวมถึงพนักงานในองค์กรมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์สูงขึ้น ซึ่งอาจจะใช้ทักษะไปในทางที่ไม่เหมาะสม หรือเรียกได้ว่าเป็น “Insider hacker” การมีเทคโนโลยีเฝ้าระวังเชิงลึกจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการตรวจจับสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นผ่านระบบเครือข่าย เพื่อใช้ในการพิสูจน์หาหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ประกอบการดำเนินคดี
       8. เทคโนโลยี Load Balancing Switch สำหรับ Core Network เพื่อใช้ในการป้องกันการสูญหายของข้อมูล (Data loss) โดยเฉพาะในอนาคตที่ความเร็วในการรับส่งข้อมูลบนระบบเครือข่ายจะสูงขึ้น เทคโนโลยีนี้จะช่วยกระจายโหลดไปยังอุปกรณ์ป้องกันภัยอื่นๆ ได้ เช่น Network Firewall หรือ Network Security Monitoring และอื่นๆ โดยไม่ทำให้ข้อมูลสูญหาย
                หลังจากนั้นควรเรียนรู้วิธีให้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามสมัยใหม่ ดังนี้
       1.หมั่นดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องบรรจุข้อมูล (Thumb Drive) และแผ่นบันทึกข้อมูล อย่างสม่ำเสมอ ให้ปลอดจากไวรัสหรือมัลแวร์ต่างๆ, กำหนดรหัสผ่านเข้าใช้งาน PC และ Thumb Drive และล็อคหน้าจอทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน
       2.ตั้งรหัสผ่านที่ยากแก่การคาดเดา อย่างน้อย 8 ตัวอักษร และมีอักขระพิเศษ คำที่ใช้เป็น password ไม่ควรตรงกับพจนานุกรม เพื่อเลี่ยงภัยคุกคามที่เรียกว่า Brute force password จากผู้ไม่ประสงค์ดี
       3.อย่าไว้วางใจเมื่อเห็นสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ให้บริการฟรี ไม่ว่าจะเป็นระบบไร้สาย หรือมีสาย ตลอดจนโปรแกรมต่างๆ ที่ให้ดาวน์โหลดฟรี เพราะมิจฉาชีพอาจให้โดยตั้งใจใช้ดักข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น username/password หรือข้อมูลบัตรเครดิต และนำข้อมูลไปใช้สร้างความเสียหายได้
       4.อย่าไว้วางใจโปรแกรมประเภทที่มีชื่อดึงดูดใจให้ดาวน์โหลดฟรี เช่น คลิปฉาว, โปรแกรม Crack Serial Number, โปรแกรมเร่งความเร็ว เป็นต้น เพราะบ่อยครั้งที่มีของแถม เช่น Malware พ่วงมาด้วยเสมอ ซึ่งอาจทำให้เราตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว
       5.ในแง่บุคคล ควรหมั่นเก็บสำรองข้อมูลใน Storage ส่วนตัว อย่าให้สูญหาย กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นสามารถหยิบมาใช้ได้ทันท่วงที ส่วนในมุมขององค์กรควรให้ความสำคัญกับการทำแผนสำรองข้อมูลฉุกเฉิน ทั้งการทำ Business Continuity Plan (BCP) และ Disaster Recovery Plan (DRP)
       6.ดำเนินชีวิตโดยไม่ยึดติดกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้าครอบงำชีวิตคนยุคใหม่มากขึ้น โดยการไม่ถลำลึกบนโลกเสมือน สังคมเสมือน ซึ่งเป็นหลุมพรางที่สร้างขึ้นเอง จึงต้องป้องกันโดยการยับยั้งชั่งใจ และสร้างสมดุลให้กับชีวิต
       7.ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยตั้งสติและมองเหตุผลให้รอบด้าน เพื่อป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามที่มาในรูปแบบการล่อลวงผ่านทางอีเมล์ / เว็บไซต์
        8.มีจริยธรรมในการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต เอาใจเขามาใส่ใจเราทุกครั้ง โดยเฉพาะการสื่อสารกันในยุคเทคโนโลยีไร้พรมแดนเช่นนี้ ซึ่งไม่เพียงเป็นผลดีในระยะยาว แต่ยังโอบอุ้มสังคมให้สงบสุข และนำไปสู่ความปลอดภัยในการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตต่อไป

  บรรณานุกรม

http://article.kcnbrand.com/law/internet-law/10589

http://www.atkorat.net/board/index.php?topic=324.0

www.bangkokbank.com/…/Phishing%20Scam/…/default.aspx

http://www.ecommerce-magazine.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3232&Itemid=98

http://www.hsri.or.th/th/whatnews/detail.php?id=31&key=activity

http://www.it-update.net/.html

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/hager.htm

http://www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&task=view&id=3168&Itemid=34

htthttp://thainews.prd.go.thp://th.wikipedia.org/wiki/

http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255206050139&tb=N255206&return=ok

http://www.vcharkarn.com/vblog/39275

http://www2.bpp.go.th/bppit/index.php?option=com_content&task=view&id=49&Itemid=1